วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อดีต ส.ส.ร.บุรีรัมย์ ซัดงานแซยิด "นช.แม้ว" ระคายเคืองเบื้องสูง/มีแต่สร้างกรรมเพิ่ม

บุรีรัมย์ - นักการเมืองกลุ่มทาสเงิน "นช.แม้ว" บุรีรัมย์ เตรียมจัด
"แซยิด" วันเกิดพ่อทักษิณ นิมนต์พระ 61 รูป
สวดมนต์ทำบุญหวังชดใช้กรรมชั่ว ระดมเสื้อแดงถ่อยร่วมงาน ด้านอดีต
ส.ส.ร.ชี้ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเพื่อล่ารายชื่อถวายฎีกา
ทำให้ระคายเคืองสถาบันเบื้องสูง ซัดทำบุญสะเดาะเคราะห์ใดๆ
ไม่สามารถลบล้างความผิดได้ มีแต่จะสร้างกรรมเพิ่ม

วันนี้ (24 ก.ค.) นายโสภณ เพชรสว่าง อดีต ส.ส.บุรีรัมย์
พรรคไทยรักไทย และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย
กล่าวถึงการจัดงานแซยิด 60 ปี ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
และนักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดิน ว่า ในส่วนของ จ.บุรีรัมย์
ได้เตรียมจัดงานวันคล้ายวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นในวันที่ 26 ก.ค.นี้
ตั้งแต่เวลา 13.30 น.เป็นต้นไป ณ วัดขุนก้อง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์
โดยจะนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 61 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ สวดให้ศีลให้พร
และถวายสังฆทาน ทอดผ้าป่า ทำบุญถวายวัด

นายโสภณ กล่าวต่อว่า จะมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์
ของพรรคเพื่อไทย มาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง
ซึ่งหากประชาชนชาวบุรีรัมย์คนใด ยังรักศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ
สามารถมาร่วมงานได้ เราจะไม่มีการเกณฑ์คนมาร่วมงาน
อยากให้มาด้วยความสมัครใจ และไม่มีการเลี้ยงข้าวด้วย

"หลังเสร็จพิธีสงฆ์ จะเป็นการพบปะ พูดคุยปราศรัยกับผู้มาร่วมงาน
ส่วนจะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาด้วยหรือไม่
คงต้องรอดูอีกครั้งหนึ่ง" นายโสภณ กล่าว

ทางด้าน นายถาวร จันทร์สม อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540
จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า งานแซยิดครบรอบ 60 ปี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่กลุ่มเสื้อแสดงหลายจังหวัดจะจัดขึ้นนั้น ไม่ใช่งานสะเดาะเคราะห์
หรือทำบุญต่ออายุให้กับอดีตนายกฯ ธรรมดา
แต่จะเป็นการล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาของพระราชทานอภัยโทษให้กับ
พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะการล่ารายชื่อที่ได้กำหนดไว้ไม่เกินวันที่ 31 ก.ค.นี้
ถือว่างานแซยิดครั้งนี้
น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังของคนบางกลุ่มที่ต้องการช่วยอดีตนายกฯ
ให้รอดพ้นจากคดีความที่มีอยู่ทั้งหมด

ทั้งนี้ อยากขอแนะนำว่า
ไม่น่าจะล่ารายชื่อเพื่อนำไปถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองสถาบันเบื้องสูง น่าจะล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อ
เพื่อไปแก้ไขกฎหมายจะดีกว่า เพราะสามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่สร้างความวุ่นวายแตกแยกสังคมและประเทศชาติ

"ถึงแม้จะจัดงานแซยิด หรือทำบุญสะเดาะเคราะห์ใดๆ ก็ตาม
ก็ไม่สามารถจะลบล้างความผิดที่เป็นคดีความที่ก่อขึ้นมาทั้งหมดได้
อย่างเช่นกับการล่ารายชื่อไปถวายฎีกาในหลวงเพื่อขออภัยโทษนั้นก็เป็นการ
สร้างกรรมอีกแบบหนึ่ง ขอให้ทุกเรื่องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมจะดีกว่า"
นายถาวร กล่าว

ยกย่องเป็น"เด็กดีบุรีรัมย์" 2 นร.เก็บเงินได้ 5 หมื่นตามคืนเจ้าของ

บุรีรัมย์ - สองเด็กนักเรียนที่บุรีรัมย์
เก็บเงินได้ตามคืนหาเจ้าของรายแรก 5 หมื่นบาท อีกราย 4 พันบาท
ทั้งสองเผยภูมิใจกับการได้ทำความดี ขณะสพท.บุรีรัมย์ เขต 1
มอบประกาศเกียรติคุณยกย่อง เป็น "เด็กดีบุรีรัมย์"

วันนี้ (23 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) บุรีรัมย์ เขต 1
ได้มอบประกาศเกียรติคุณ ให้แก่นักเรียนในสังกัด จำนวน 2 ราย
ที่เก็บเงินได้แล้วนำส่งคืนเจ้าของ ประกอบด้วย นางสาววิไลพร มีนาม
นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนธารทองพิทยาคม อ.ลำปลายมาศ
ซึ่งเก็บเงินได้จำนวน 50,000 บาท ที่มีผู้ทำตกไว้ที่บ้านหนองกะทิง
แล้วนำไปให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศหาเจ้าของ

ต่อมาได้ทราบว่า นายสิม และ นางเพ็ญ รักพินิจ สองสามี ภรรรยา
ชาวบ้านหมู่ 11 ตำบลหนองกะทิง อ.ลำปลายมาศ
ได้ไปเบิกเงินจากธนาคารมาแล้วทำตกหาย จึงได้นำส่งมอบคืนให้ครบถ้วน
และนายมงคล เต็งบุษณาคัม ผู้ใหญ่บ้าน ได้ทำหนังสือยกย่องความดีของ
นางสาววิไลพร ไปยังทางโรงเรียนธารทองพิทยาคม
เมื่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1
ซึ่งเป็นต้นสังกัดทราบเรื่อง จึงได้มอบโล่เกียรติคุณให้
เพื่อยกย่องชมเชยเป็น "เด็กดีของบุรีรัมย์"

นอกจากนี้ ยังมี ด.ช. ปราเมธ เติมพันธ์
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเมืองต่ำ ต.หนองกะทิง
อ.ลำปลายมาศ เก็บเงินได้จำนวน 4,000 บาท ระหว่างเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน
และนำไปให้โรงเรียนประกาศหาเจ้าของ พร้อมกับมอบคืนให้แก่ นางจันทา
ไกรสรพันธ์ ชาวบ้านหนองเมืองต่ำ หมู่ที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของเงินดังกล่าว

นางสาววิไลพร มีนาม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2
โรงเรียนธารทองพิทยาคม อ.ลำปลายมาศ กล่าวว่า
พ่อแม่พร่ำสอนเสมอว่าหากเราเก็บของคนอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน
เงินทอง เราต้องส่งคืนเจ้าของ เพราะคนที่ทำหาย เขาต้องลำบากกว่าจะหามาได้
จึงทำให้ไม่คิดอยากได้ของคนอื่น แม้จะมีมูลค่ามากหรือน้อยก็ตาม
ภูมิใจมากกับการทำความดีครั้งนี้

ด้าน ด.ช.ปราเมธ เติมพันธ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนบ้านหนองเมืองต่ำ กล่าวว่า รู้สึกดีใจกับการทำความดีครั้งนี้
แม้เงินที่เก็บได้จะไม่มาก แต่คิดว่ามีความหมายมากสำหรับเจ้าของที่ทำหาย
จึงอยากให้ทุกคนหากเก็บสิ่งของ หรือทรัพย์สิน เงินทอง ของคนอื่นได้
ที่ไม่ใช่ของเรา ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ แจ้งครู
เพื่อติดตามหาเจ้าของคืนให้เขาต่อไป

ทางด้าน นายณรงค์ แผ้วพลสง
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 กล่าวว่า
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1
ให้ความสำคัญในการปลูกฝังนักเรียนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม
ควบคู่ไปกับการเป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ
และเมื่อได้รับรายงานเกี่ยวกับนักเรียนที่ทำความดี
ก็จะมีการยกย่องเชิดชูด้วยการมอบประกาศเกียรติคุณให้ทุกครั้ง
เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักเรียนที่ทำความดี
และเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้อื่นต่อไป

"ที่ผ่านมาในแต่ละปีมีนักเรียนในสังกัดที่กระทำความดีในลักษณะเช่น
นี้หลายราย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจที่เยาวชนของเราได้แสดงออกถึงการเป็นคนดี
มีคุณธรรม โดยเฉพาะในด้านความซื่อสัตย์ ความมีน้ำใจเห็นใจผู้อื่น
อันเป็นคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน" นายณรงค์
กล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083569

ศาลบุรีรัมย์พิพากษาสั่ง"ร.ฟ.ท."ชดใช้ 14 ล้าน - โศกนาฏกรมชนรถ นร.ดับ 9 ศพ

บุรีรัมย์ - ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ มีคำพิพากษาให้การรถไฟแห่งประเทศไทย
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับพ่อแม่เด็กนักเรียนและคนขับรถรับส่งนักเรียนที่
ถูกรถไฟชนเสียชีวิตรวม 9 ราย เมื่อ 14 ม.ค.ที่ผ่านมารวมเป็นเงินกว่า 14
ล้าน ชี้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ทำเครื่องกั้นรถไฟ
จนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรม

วันนี้ (23 ก.ค.) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้อ่านคำพิพากษาคดีแพ่ง
หมายเลขดำที่ 373/2552 ที่ นายทองจันทร์ ศรัทธาธรรม กับพวกรวม 12 คน
ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จำเลย
ในข้อหาละเมิดเรียกค่าเสียหาย เป็นเงินจำนวน 54.5 ล้านบาท
ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 27 ก.พ.2552

โดยศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้พิพากษาสั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย
รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้กับโจทก์ ทั้ง 12 คน
กรณีที่ขบวนรถไฟได้พุ่งชนรถรับส่งนักเรียน ที่บริเวณแยกหนองแสง
ในเขตเทศบาลตำลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์
เหตุเกิดเมื่อเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2552 ที่ผ่านมา
ทำให้เด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาลบำรุงวิทยา โรงเรียนธารทองวิทยา
และคนขับรถ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จำนวน 9 ราย เป็นเด็กนักเรียน 8 ราย
และ คนขับรถ 1 ราย อีกทั้งยังมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

ศาลได้วินิจฉัยว่า
จุดที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางข้ามรถไฟอยู่ในเขตเทศบาลมีประชาชนสัญจรไปมาพลุก
พล่านตลอดเวลา แต่กลับไม่การติดตั้งเครื่องกั้น
ทั้งที่ทางจำเลยมีหน้าที่ดูแลกิจการด้านรถไฟของประเทศไทย
ทั้งด้านการจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัย การให้บริการ
และความสะดวกต่างๆ ของกิจการรถไฟ แต่กลับปล่อยปะละเลย
และไม่มีพนักงานควบคุมดูแลประจำ

การรถไฟประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ไม่ทำการติดตั้งเครื่องกั้นรถไฟ จนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว
จึงได้มีคำสั่ง ให้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจำเลย
รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้กับโจทก์
โดยให้ชดเชยชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 และ 2 จำนวน 1,298,300 บาท โจทก์ที่
3 และ 4 จำนวน 2,104,450 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 1,939,000 บาท โจทก์ที่ 6
จำนวน 1,684,700 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 1,800,400 บาท โจทก์ที่ 8 และ 9
จำนวน 1,781,775 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 1,860,000 บาท และโจทก์ที่ 11
จำนวน 1,918,900 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,387,525 บาท

นางสนอง นาคินชาติ อายุ 42 ปี
ผู้ปกครองเด็กนักเรียนที่ถูกรถไฟชนเสียชีวิต เปิดเผยว่า
ถึงแม้ศาลชั้นต้นจะตัดสินให้ชนะในคดีนี้
แต่ความโศกเศร้าและความทรงจำที่สูญเสียหลานชายไปยังไม่เลือนหาย
อยากให้ทางการรถไฟฯออกมารับผิดชอบ และยุติคดีเพียงเท่านี้
เพราะผู้ปกครองทั้งหมดที่เป็นโจทก์ฟ้องล้วนแล้วแต่เป็นผู้สูญเสีย
เพราะเงินจำนวนนี้จะสามารถเยียวยาครอบครัวได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

"จนถึงขณะนี้บริเวณทางข้ามรถไฟที่เกิดเหตุดังกล่าวทางการรถไฟฯ
ก็ยังไม่มีการมาดูแล เพิ่มระบบความปลอดภัยแต่อย่างใด มีเพียงเทศบาลฯ
เข้าไปทำแผงกั้นให้กับผู้สัญจรไปมาเท่านั้น" นางสนอง กล่าว

ทางด้าน นายวุฒิกาญจน์ กุลสุวรรณ ทนายความ และ
กรรมการสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า
คดีนี้ทางทนายความได้ฟ้องเป็นคดีอานาถา
โดยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเนื่องจากผู้ปกครองล้วนแต่เป็นผู้ยาก
จน โดยได้ยื่นฟ้องมาตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. 2552 ที่ผ่านมา
จนในที่สุดวันนี้ศาลได้อ่านคำพิพากษาตัดสิให้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย
ซึ่งเป็นจำเลย ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับโจทย์ที่ 1 - 11
รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 14 ล้านบาท

"คดีนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทราบเรื่องแล้ว
แต่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ยื่นคำให้การต่อสู้คดี
และศาลได้สืบพยานฝ่ายโจทย์เพียงฝ่ายเดียว จนมีคำพิพากษาตัดสินในวันนี้"
นายวุฒิกาญจน์ กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บุรีรัมย์ท้องฟ้าปิด นร.เฝ้าชม "สุริยุปราคา" ยอดเขากระโดงผิดหวัง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 กรกฎาคม 2552 11:22 น.
บุรีรัมย์ - เด็กนักเรียนโรงเรียนภัทรบพิตร บุรีรัมย์
ขึ้นไปเฝ้ารอชมปรากฏการณ์ "สุริยุปราคา" บนยอดเขากระโดงต่างผิดหวัง
เหตุสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยท้องฟ้าปิด
ไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติครั้งนี้ได้

วันนี้ (22 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะ ครู อาจารย์
และเด็กนักเรียนโรงเรียนภัทรบพิตร ที่นำอุปกรณ์ทั้งกล้องโทรทัศน์ หน้ากาก
และแผ่นกรองแสง ขึ้นไปเฝ้ารอชมปรากฏการณ์สุริยุปราคา
บริเวณลานหน้าพระพุทธรูปพระสุภัทรพิตร บนยอดเขากระโดง ต.เสม็ด อ.เมือง
จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่เวลา 07.00 น.ต่างผิดหวัง
เมื่อสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ท้องฟ้าปิด
และมีเมฆมากทำให้ไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาได้ตามที่นักดารา
ศาสตร์ได้คำนวณไว้ ซึ่ง จ.บุรีรัมย์
จะสามารถมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้บางส่วน
แต่ท้องฟ้ากลับไม่เอื้ออำนวย

อย่างไรก็ตาม
โรงเรียนได้มีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติการ
เกิดสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา
เพื่อเป็นการเพิ่มทักษะ ความรู้ ให้กับนักเรียน
นำไปประกอบการเรียนการสอนด้วย

นายมนต์ชัย ใจเอื้อ อาจารย์สอนวิทยาศาสตร์โรงเรียนภัทรบพิตร
กล่าวว่า วันนี้ทางครู อาจารย์ และนักเรียน
ที่ขึ้นไปเฝ้ารอชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาบนยอดเขากระโดง รู้สึกผิดหวัง
ที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้
แต่ในวันที่ 15 ม.ค.53
ที่จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาก็จะพานักเรียนขึ้นมาชมและศึกษาอีกครั้ง


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000082724

สั่งล่าแก๊งอ้างโครงการพระราชดำริหลอกปลูก "ตะกูยักษ์" - ต้มอีสานร่วมหมื่นราย

บุรีรัมย์ - จังหวัดบุรีรัมย์
สั่งตรวจติดตามเอาผิดกลุ่มบริษัทมิจฉาชีพแอบอ้างโครงการพระราชดำริ
หาผลประโยชน์ในการตุ๋นชาวบ้านและเกษตรกรปลูกต้น "ตะกูยักษ์"
ในเชิงพาณิชย์ หลอกลงทุนไร่ละ 2.5 หมื่น โกยผลตอบแทนถึงไร่ละกว่า 3 แสน
เผยเกษตรกรอีสานตกเป็นเหยื่อแล้วร่วมหมื่นราย

วันนี้ (22 ก.ค.) นายเสริม ไชยณรงค์
รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า
ขณะนี้ได้มีกลุ่มบริษัทออกมาตระเวนหลอกลวงชาวบ้านหลายจังหวัดในเขตพื้นที่
ภาคอีสาน ให้ปลูกต้นตะกูยักษ์ในเชิงพาณิชย์
โดยแอบอ้างชื่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน และเกษตรกรในเขตพื้นที่ภาคอีสานแล้วกว่า
8,000 ราย อีกทั้งยังมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนถูกหลอกอีก 24 กลุ่ม

โดยกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวได้อ้างว่า
การปลูกต้นตะกูยักษ์ลงทุนไร่ละประมาณ 25,000 บาท จะมีผลตอบแทนสูงถึงไร่ละ
300,000-335,000 บาท เพื่อจูงใจให้เกษตรกรหลงเชื่อ
ทางสำนักงานคณะกรรมการพิเศษประสานงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จึงได้แจ้งให้ทุกจังหวัดได้ออกประกาศเตือนเกษตรกร
พร้อมให้ตรวจติดตามพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าว
หากพบให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้ดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มบุคคล
ดังกล่าวต่อไป

"หาก ประชาชน หรือเกษตรกรรายใด พบเห็นผู้ที่มีพฤติกรรมหลอกลวง
โดยแอบอ้างชื่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราษฎรในลักษณะหลอกลวง ฉ้อโกง
ให้แจ้งทางจังหวัด อำเภอ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ
เพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวต่อไป" นายเสริม
กล่าว

สั่งปิด ร.ร.ดังบุรีรัมย์ 5 วันหลังพบ นร.ป่วยหวัด 09 อื้อ

บุรีรัมย์ - โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ปิดเรียน 3 วัน รวมเสาร์-อาทิตย์
เป็น 5 วัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009
หลังพบนักเรียนติดเชื้อ 6 คน
ประกอบกับทางโรงเรียนคัดกรองนักเรียนพบป่วยเป็นไข้หวัดจำนวนมาก
เผยทั้งจังหวัดพบผู้ป่วยหวัดใหญ่สายพันธุ์แล้ว 61 ราย

วันนี้ (22 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม
ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาประจำจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีนักเรียนกว่า
3,000 คน ได้สั่งปิดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว 3 วัน รวมวันหยุดเสาร์
และ อาทิตย์เป็น 5 วัน
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ขยายวงกว้าง หลังพบเด็กนักเรียนป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ จำนวน 6 คน

ประกอบกับทางโรงได้มีการคัดกรองนักเรียน พบว่า
มีนักเรียนป่วยเป็นไข้หวัดเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการสั่งหยุดเรียน
เพื่อให้นักเรียนไปรักษาและพักฟื้นรอดูอาการที่บ้าน
เพราะหากยังเปิดทำการเรียนสอนต่อไปเกรงว่านักเรียนในโรงเรียนจะติดเชื้อ
เพิ่มมากขึ้นกว่านี้ อีกทั้งในสัปดาห์หน้าจะมีการสอบกลางภาค
จึงปิดให้เด็กมีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบด้วย

ขณะนี้ทั้งจังหวัดบุรีรัมย์พบผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 161 ราย ใน 22 อำเภอ
ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อจำนวน 61 ราย
และยังรอผลตรวจยืนยันจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ อีก 35 ราย

ด้าน นายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่การศึกษา
(ผอ.สพท.)บุรีรัมย์ เขต 1 ระบุว่า ขณะนี้ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนในสังกัด
ได้มีการเฝ้าระวังคัดกรองนักเรียนอย่างต่อเนื่อง
หากโรงเรียนใดพบว่ามีเด็กต้องสงสัย หรือป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009
ก็ให้ผู้บริหารโรงเรียน
ใช้ดุลพินิจในการที่จะสั่งปิดการเรียนการสอนได้ตามสมควรต่อสถานการณ์
เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ออกไป
เป็นวงกว้าง

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000082921

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วอนช่วยเหลือ! หนูน้อยบุรีรัมย์ไม่มีเปลือกตา - ซ้ำไตข้างเดียว คอตีบ ท่อปัสสาวะผิดปกติ

บุรีรัมย์ - สลด! "น้องอาทิตย์" หนูน้อยชาวบ้านด่านบุรีรัมย์วัยขวบเศษ
เกิดมาไม่มีเปลือกตา มีเพียงหนังหุ้มมองไม่เห็นทั้งสองข้างตั้งแต่เกิด
ซ้ำร้ายมีไตข้างเดียว คอตีบ และท่อปัสสาวะผิดปกติ
แพทย์รักษามาตั้งแต่เกิดปัจจุบันยังอยู่ในโลกมืด
พ่อแม่หวังลูกมีชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปแม้ริบหรี่ วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ
เผยครอบครัวยากจน

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีเด็กชายเกิดมาผิดปกติ
ไม่มีเปลือกตาทั้งสองข้าง มองไม่เห็น จึงเดินทางไปตรวจสอบ ที่บ้านเลขที่
19 หมู่ที่ 8 บ้านหนองนา ต.โนนขวาง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ พบนางสาวลำยง
ไชยสำโรง อายุ 42 ปี และนายวิพัฒ หงษ์จินดา อายุ 35 ปี สองสามีภรรยา
กำลังช่วยกันดูแล ด.ช.ศุภฤกษ์ หงษ์จินดา หรือ "น้องอาทิตย์" ลูกชายวัย 1
ขวบ 3 เดือน

นางสาวลำยง แม่น้องอาทิตย์เปิดเผยว่า ลูกชายเกิดมาผิดปกติ
ดวงตามีเพียงหนังหุ้มแต่ไม่มีเปลือกตาทั้งสองข้าง
ทำให้มองไม่เห็นตั้งแต่เกิด แพทย์วินิจฉัยว่าป่วยเป็น "โรคเฟรเซอร์
ซินโดรม" (Fraser Syndrome)
เด็กมีอาการระคายเคืองตาหงุดหงิดร้องไห้งอแงตลอดเวลา
อีกทั้งท่อปัสสาวะยังผิดปกติ รูปัสสาวะอยู่ใต้อวัยวะเพศ และกล่องเสียงตีบ

ซ้ำร้ายน้องอาทิตย์ยังป่วยเป็นโรคไต ไม่มีไตข้างขวา
ไตข้างซ้ายเล็ก พ่อและแม่ต้องพาไปฟอกไตที่โรงพยาบาลจุฬาฯ กรุงเทพฯ
ทุกเดือน ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางพาลูกไปรักษา เนื่องจากสามี
เมื่อก่อนประกอบอาชีพเป็นช่างเชื่อมเหล็กดัด ที่กรุงเทพฯ
ส่วนตนทำงานเย็บผ้าในโรงงาน กรุงเทพฯ
แต่หลังจากคลอดลูกต้องลาออกจากงานมาดูแลลูกอย่างใกล้ชิด
ตอนนี้กลับมาช่วยกันทำนาไม่ได้ทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯ
ทำให้ประสบปัญหาค่าใช้จ่ายในครอบครัว

นางลำยงกล่าวต่อว่า หลังจากนำลูกไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ
แต่แพทย์ไม่สามารถทำการผ่าตัดรักษาได้
จึงส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี เมื่อเดือน พ.ค.2552
หมอได้กรีดตาข้างซ้าย และบอกว่าเป็นพังผืดที่ดวงตา
และมีเลือดออกมากยังทำอะไรไม่ได้ ซึ่งโอกาสที่จะสามารถมองเห็นได้น้อยมาก

"หมอ จึงนัดไปใหม่ในวันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้ จะกรีดดวงตาทั้ง 2
ข้าง แต่ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าน้องอาทิตย์ จะสามารถมองเห็นได้หรือไม่
ซึ่งคงต้องรอความหวังอย่างเดียว หรือรอรับบริจาคดวงตา" นางลำยง กล่าว

นางลำยงกล่าวต่อว่า ส่วนโรคไตของน้องอาทิตย์ก็เริ่มดีขึ้น
หมอนัดไปฟอกไตตลอด และให้ยามารับประทาน สำหรับท่อปัสสาวะผิดปกติ
หมอบอกว่าต้องรอให้เด็กอายุครบ 2 ขวบเสียก่อน จึงจะต่อท่อปัสสาวะได้
เนื่องจากน้องอาทิตย์ปัสสาวะลงล่างไม่ได้ปัสสาวะตามท่อเหมือนคนปกติทั่วไป
สำหรับกล่องเสียงตีบ หมอบอกว่าคงต้องรอดูสภาพร่างกายของน้องอาทิตย์ ก่อน

"รู้สึกสงสารลูกที่เกิดมาพิการไม่ปกติเหมือนเด็กปกติทั่วไป
พ่อกับแม่ได้แต่เฝ้ารอว่าสักวันลูกจะลืมตามาดูโลกได้
ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าลูกจะหายจากอาการป่วยกลับมามีสภาพปกติเหมือนเด็กทั่วไป
ถึงแม้จะเลือนรางบ้างก็ตาม
พ่อแม่ก็จะอดทนต่อสู้เพื่อลูกจนถึงที่สุดเพราะมีลูกคนเดียว
จึงวิงวอนขอความช่วยเหลือ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ไม่มีเงิน
หรือทรัพย์สินเพียงพอที่จะขายมารักษาลูก" นางลำยงกล่าวด้วยน้ำตานองหน้า

ทั้ง นี้ หากผู้ใจบุญ หรือผู้มีจิตศรัทธาต้องการช่วยเหลือ
และแบ่งปันความเมตตาช่วย "น้องอาทิตย์" วัย 1 ขวบ 3 เดือน
สามารถบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี น.ส.ลำยง ไชยสำโรง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
สาขาอ่อนนุช 69 บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 403-1-16588-6
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษา "น้องอาทิตย์"
ให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ปกติเหมือนเด็กทั่วไป

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000081735

แม่ค้าบุรีรัมย์ขายเนื้อหมูสูงเช่นเดิม-ไม่สนราคาแนะนำกรมค้าภายใน

บุรีรัมย์ - พ่อค้าแม่ค้าเขียงหมูในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์
ยังจำหน่ายเนื้อหมูชำแหละอยู่ ที่ กก.ละ 120 บาท
ไม่ปรับลดตามราคาแนะนำของกรมการค้าการภายใน แม่ค้าอ้างราคาส่ง
และราคาหมูหน้าฟาร์มยังสูง

วันนี้ (19 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
พ่อค้าแม่ค้าเขียงหมูในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์
ยังจำหน่ายเนื้อหมูชำแหละอยู่ที่กิโลกรัมละ 120 บาท
ไม่มีการปรับลดตามราคาแนะนำของกรมการค้าภายใน ที่กิโลกรัมละ 95-105
บาทแต่อย่างใด โดยพ่อค้าแม่ค้าอ้างว่าราคาของพ่อค้าส่ง
และราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มยังมีราคาสูง
จึงทำให้ราคาจำหน่ายเนื้อหมูชำแหละสูงขึ้นเช่นกัน
หากรัฐบาลจะใช้มาตรการควบคุมราคา ก็ควรควบคุมราคาหมูเป็นหน้าฟาร์ม
ไม่เพียงแต่จะมาควบคุมราคาหมูเขียงเท่านั้น
เพราะหากขายในราคาที่กรมการค้าภายในกำหนดพ่อค้าแม่ค้าเขียงหมู
ก็ไม่สามารถอยู่ได้

นางจินดา ขอนรัมย์ แม่ค้าเขียงหมูในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์
กล่าวว่า จากที่กรมการค้าภายในได้มีมาตรการ ว่า
หากพื้นที่ใดยังจำหน่ายหมูชำแหละสูงกว่าราคาแนะนำ
ทางกรมการค้าภายในจะนำเนื้อหมูชำแหละธงฟ้ามาจำหน่ายในพื้นที่นั้นๆ
เพื่อดึงราคาเนื้อหมูชำแหละในท้องตลาดให้ปรับลดด้วยนั้นไม่เห็นด้วย
กรมการค้าภายในควรทบทวนมาตรการดังกล่าวเพราะขณะนี้มองว่าเป็นการแก้ไขปัญหา
ที่ปลายเหตุ

บุรีรัมย์เห่อดื่มน้ำผักสมุนไพรเชื่อป้องกันหวัด 2009

บุรีรัมย์ - พ่อค้าแม่ค้าประชาชนในตลาดสด เทศบาลเมืองบุรีรัมย์
ที่ไม่ชินกับการสวมใส่หน้ากากอนามัย
ต่างพากันซื้อน้ำผักสมุนไพรมารับประทานเชื่อสามารถป้องกันโรคไข้หวัด 2009
ได้ ขณะพืชผักหลายชนิดที่ใช้ทำน้ำสมุนไพรขายดี

วันนี้ (19 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ่อค้าแม่ค้า และประชาชน
ในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ จำนวนมาก
ที่ไม่เคยชินกับการสวมใส่หน้ากากอนามัย เพราะใส่แล้วอึดอัดหายใจไม่สะดวก
ต่างพากันซื้อน้ำผักสมุนไพรมารับประทานแทน
เพราะเข้าใจว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ได้ ส่งผลให้พืชผักหลายชนิด เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ สลัด และผักชนิดอื่นๆ
ที่นิยมซื้อไปทำน้ำผักสมุนไพรขายดีกว่าช่วงปกติ
แต่ขณะนี้ราคายังไม่มีการปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม
หากมีประชาชนนิยมซื้อไปรับประทานมากขึ้น เชื่อว่า
ราคาอาจปรับขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

นางอำเพ็ญ เฮ็งเจริญ อายุ 48 ปี
แม่ค้าขายผักในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า ตนและแม่ค้าในตลาด
รู้สึกหวาดกลัวกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดังกล่าว
แต่พ่อค้าแม่ค้าบางส่วนที่ไม่ซื้อหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ เพราะไม่เคยชิน
ใส่แล้วอึดอัด จึงได้พากันซื้อน้ำผักสมุนไพรมาดื่ม เพราะเชื่อว่า
จะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เรือนจำบุรีรัมย์ระดมล้างทำความสะอาดป้องกัน "หวัด 2009" ระบาด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552 17:00 น.
บุรีรัมย์ - เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์
ระดมเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังล้างทำความสะอาดภายในบริเวณเรือนจำ
พร้อมคัดกรองผู้ต้องขังรายใหม่และแจกหน้ากากอนามัยให้ผู้ต้องขังสวมใส่
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009

วันนี้ (16 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์
ได้ระดมเจ้าหน้าที่ ผู้คุม และผู้ต้องขัง ล้างทำความสะอาดอาคาร สถานที่
และเรือนนอนผู้ต้องขังทุกแดน เพื่อป้องกันการหมักหมมของเชื้อโรค
พร้อมทั้งได้มีการตรวจสุขภาพคัดกรองผู้ต้องขังทั้งรายเก่าและรายใหม่
หากพบมีอาการป่วยเป็นไข้หวัด ไอ จาม
ก็จะมีการแยกห้องขังออกจากผู้ต้องขังรายอื่น
ไปอยู่ที่ห้องที่จัดเตรียมไว้จนกว่าจะหายเป็นปกติ

นอกจากนั้น ยังได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้ผู้ต้องขังสวมใส่ทุกคน
ส่วนการใช้ชีวิตประจำวันในด้านดูแลสุขภาพ
ให้ปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข โดยการกินร้อน ใช้ช้อนกลาง
ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้

ดร.สุรสิทธิ์ จิตรชอบใจ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์
กล่าวว่า จากการตรวจคัดกรองผู้ต้องขังทั้งชายและหญิงที่อยู่ภายในเรือนจำ
1,222 คน แยกเป็นผู้ต้องขังชาย 1,149 ผู้ต้องขังหญิง 73 คน
ขณะนี้ยังไม่พบผู้ต้องขังรายใดที่มีอาการป่วยต้องสงสัย
หรือติดเชื้อไข้หวัด 2009 แต่อย่างใด

"ส่วนญาติที่มาเยี่ยมนั้นทางเรือนก็จะให้สวมใส่หน้ากากอนามัยทุก
ครั้ง ก่อนจะเข้าพบหรือพูดคุยกับผู้ต้องทุกราย
เพื่อป้องกันการระบาดของโรคดังกล่าวในอีกทางหนึ่งด้วย" ดร.สรุสิทธิ์
กล่าว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000080535

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บุรีรัมย์ต่างด้าวขึ้นทะเบียน 100 คนน้อยเกินคาด-ทั้งที่สำรวจมีกว่า 500 คน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2552 18:07 น.
บุรีรัมย์ - แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ พม่า ลาว และ กัมพูชา ที่
จ.บุรีรัมย์ ได้มาแจ้งขึ้นทะเบียนที่สำนักทะเบียนอำเภอและท้องถิ่นแล้วกว่า
100 ราย จากที่ทั้งจังหวัดมีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาขายแรงงานโดยผิดกฎหมายกว่า
500 คน

วันนี้ (15 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ที่สำนักทะเบียนที่ว่าการอำเภอเมือง จ.บุรีรัมย์ ได้มีนายจ้าง
และผู้ประกอบการ พาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ พม่า ลาว และ กัมพูชา
ที่หลบหนีเข้ามาขายแรงงานในประเทศโดยผิดกฎหมาย
มาขึ้นทะเบียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา
จนถึงขณะนี้ได้มีแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ
มาแจ้งขึ้นทะเบียนทั้งที่สำนักทะเบียนอำเภอ และสำนักทะเบียนท้องถิ่นตาม
อบต.และเทศบาลต่างๆ แล้วกว่า 100 คน
ซึ่งยังต่ำกว่าความคาดหมายส่วนมากจะเป็นแรงงานต่างด้าวชาว พม่า และ ลาว

ทั้งนี้ จากข้อมูลการสำรวจพบว่าในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์
มีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมายอยู่กว่า 500 คน
ส่วนแรงงานต่างด้าวที่ยังไม่แจ้งขึ้นทะเบียน
สามารถมาแจ้งขึ้นทะเบียนที่สำนักทะเบียนอำเภอ และสำนักทะเบียนท้องถิ่น
ได้จนถึงวันที่ 31 ก.ค.ที่จะถึงนี้

ด้าน นายพิภพ ดำทองสุข นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า
หากนายจ้าง หรือผู้ประกอบการรายใด
ไม่นำแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาทำงานในสถานประกอบการโดยผิดกฎหมาย
มาขอจดทะเบียนให้ถูกต้องจะถูกปรับ 1 แสนบาท ต่อแรงงานต่างด้าว 1 คน
ส่วนคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาทำงานก็จะถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำและปรับ
โดยปรับไม่เกิน 10,000 บาท จำคุก 6 เดือน
และผลักดันกลับประเทศภูมิลำเนาต่อไป

บุรีรัมย์ขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งรอบ 2 คึกคัก-ธ.กรุงไทย วุ่นระบบขัดข้อง

บุรีรัมย์ - การจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็งรอบ 2 บุรีรัมย์คึกคัก ขณะที่
ธ.กรุงไทย สาขาบุรีรัมย์ วุ่นเกิดปัญหาระบบขัดข้อง
ทำให้ปชช.ที่มารอซื้อเกรงโควตาหมดบางส่วนต้องหันไปซื้อที่ธนาคารอื่นแทน
ด้าน ธ.กรุงไทย เร่งแก้ไขให้บริการลูกค้าได้ตามปกติ

วันนี้ (15 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
บรรยากาศการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง รอบ 2
สำหรับบุคคลทั่วไปและผู้สูงอายุที่พลาดหวังจากรอบแรก ในวงเงินไม่เกิน 1
ล้านบาท ที่ จ.บุรีรัมย์ ตามธนาคารหลายแห่งคึกคัก
ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเปิดทำการ ส่วนที่ธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์
อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เกิดระบบเซิร์ฟเวอร์
มีปัญหาขัดข้องทำให้ประชาชนที่มารอซื้อพันธบัตรบางส่วนเกรงโควตาจะหมดจึง
ต้องรีบตัดสินใจเปลี่ยนไปซื้อที่ธนาคารอื่นแทน

ขณะที่ธนาคารกรุงไทยได้แก้ไขปัญหาโดยนำรายชื่อผู้ที่มาสั่งจอง
ส่งให้กับธนาคารกรุงไทย สาขา รอบนอก เพื่อคีย์ข้อมูลเข้าสำนักงานใหญ่แทน
ส่วนบรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทยสาขารอบนอก อีก 8 สาขา
ได้มีประชาชนมารอซื้อพันธบัตรเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ด้าน นายธรณินทร์ พัวพันธ์ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์
ระบุว่า การเปิดจำหน่ายธนบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบแรก
สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
ระบบก็มีปัญหาขัดข้องเช่นเดียวกันรอบสอง
แต่ทางธนาคารก็ได้แก้ไขปัญหาโดยการนำรายชื่อฝากให้ธนาคารกรุงไทยสาขาอื่น
คีย์ข้อมูลเข้าไปยังสำนักงานใหญ่แทน
และขณะนี้ทางธนาคารได้เร่งแก้ไขปัญหาการขัดข้องทางระบบเชื่อว่าจะสามารถให้
บริการลูกค้าได้ตามปกติในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม
สำหรับประชาชนที่พลาดหวังจากการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง
ทางธนาคารกรุงไทย ก็มีโครงการ "ผลิตภัณฑ์เงินฝาก" 18 เดือน และ 48 เดือน
และตั๋วแลกเงินกรุงไทย 18 เดือน โดยผลิตภัณฑ์เงินฝาก 18 เดือน
จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 1.45 ต่อปี ซึ่งจะเริ่มเปิดรับฝากในระหว่างวันที่
16 ก.ค.-31 ส.ค.นี้

สำหรับ ผลิตภัณฑ์เงินฝาก 48 เดือน จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 3.3.
ต่อปี เริ่มเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.-31 ต.ค.2552
แต่มีเงื่อนไขจะต้องฝากเงินไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปภ.เขต 5 เตือน 4 จว.อีสานล่างระวังน้ำท่วมฉับพลัน-โคลนถล่ม

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ปภ.เขต 5 นครราชสีมา แจ้งเตือน ปชช.4 จว.อีสานล่าง
ระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก เน้น
พท.เสี่ยงภัยดินโคลนถล่ม 2 จังหวัดให้ระวังเป็นพิเศษ
และติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เผยเตรียม จนท.-อุปกรณ์
เครื่องมือไว้พร้อมอพยพราษฎรได้ทันทีหากเกิดภัยพิบัติขึ้น

วันนี้ (14 ก.ค.) นายวัลลภ เทพภักดี
ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 นครราชสีมา (ปภ.เขต 5
นม.) เปิดเผยว่า ทางศูนย์ ปภ.เขต 5
ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนัก
น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ในวันนี้และวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.)
เนื่องจากได้รับรายงานสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่า
ร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย
และอ่าวไทย ยังคงมีกำลังแรง
ลักษณะเช่นนี้ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น
และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

สำหรับพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมา 4
จังหวัดอีสานตอนล่าง (นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์) นั้น
มีพื้นที่เสี่ยงภัยดินโคลนถล่ม อยู่ใน 2 จังหวัด คือ นครราชสีมา และ
ชัยภูมิ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ในระยะ 1-2 วันนี้

"ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย
ติดตามข้อมูลข่าวสารการพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
หากได้รับคำเตือนหรือคำแนะนำจากทางราชการขอให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เพื่อการป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้น" นายวัลลภ กล่าว

นายวัลลภ กล่าวอีกว่า ศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมา
ได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น เรือท้องแบน
เครื่องสูบน้ำ รถยนต์ขนย้ายสิ่งของและอพยพประชาชน
รวมทั้งเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ไว้พร้อมแล้ว
เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที
หากประชาชนในพื้นที่ใดได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัย
สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
เขต 5 นครราชสีมา และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดทุกจังหวัด
หรือทางโทรศัพท์สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

"อย่าง ไรก็ตาม จากรายงานล่าสุดจนถึงขณะนี้
มีรายงานฝนตกในหลายพื้นที่แต่ยังไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำป่าไหลหลากแต่
อย่างใด หากยังมีฝนตกลงมาต่อเนื่อง 1-2 วันนี้
อาจทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันได้" นายวัลลภ กล่าวในที่สุด


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079451

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

6 นร.บุรีรัมย์ป่วยหวัด 2009 มาเรียนได้แล้ว 4 ราย - ปชช.ตื่นแห่ซื้อหน้ากากขาดตลาด

บุรีรัมย์ - นักเรียนที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 6 คน
ต้องสั่งหยุดเรียนยกห้อง ล่าสุด
แพทย์ให้กลับมาเรียนกับเพื่อนร่วมห้องได้แล้ว 4 คน ส่วนอีก 2 คน
ยังคงเฝ้ารอดูอาการ ขณะนักเรียนต้องสงสัยอีก 4 คน ออกจากโรงพยาบาลแล้ว
ขณะ ปชช.ตื่นตัวแห่ซื้อหน้ากากอนามัยจนขาดตลาด

วันนี้ (13 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
จากกรณีที่นักเรียนหญิงโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม
ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ได้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
หลังกลับจากพากันไปชมคอนเสิร์ตนักร้องดังต่างประเทศ ที่กรุงเทพฯ จำนวน 6
คน จนทางโรงเรียนต้องสั่งหยุดเรียนยกห้องนั้น ล่าสุด วันนี้นักเรียน 4 คน
ได้รับการยืนยันจากแพทย์ ว่า หายเป็นปกติ
และกลับมาเรียนพร้อมเพื่อนร่วมห้องตามปกติแล้ว ส่วนอีก 2 คน
ยังไม่สามารถกลับมาเรียนได้แพทย์ต้องเฝ้ารอดูอาการอย่างใกล้ชิด
เพราะเกรงจะนำเชื้อมาแพร่ระบาดสู่ผู้อื่นเป็นวงกว้าง

สำหรับนักเรียนในห้องเดียวกันอีก 4 คน
ที่ต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดพันธุ์ใหม่
ขณะนี้แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว หลังตรวจยืนยันว่า
ไม่ได้ติดเชื้อเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น
แต่ยังไม่ให้มาเรียนเพราะต้องเฝ้ารอดูอาการอีกสักระยะ

นายวิฑูรย์ วงศ์อิน ผู้อำนวยการโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม กล่าวว่า
ทางโรงเรียนได้ให้ครู อาจารย์
ทำการคัดกรองเด็กนักเรียนทุกคนก่อนเข้าห้องเรียนหากพบนักเรียนคนใดมีอาการ
ไข้ ก็ให้สวมหน้ากากอนามัย แต่หากมีอาการไข้รุนแรงก็จะให้กลับบ้าน
หรือส่งไปพบแพทย์ทันที
เพื่อเป็นการคุมเข้มป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
ขณะที่บรรยากาศตามร้านขายยาในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์
ได้มีประชาชนมาหาซื้อหน้ากากอนามัยและเจลล้างมืออย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน เพื่อนำให้บุตรหลานสวมใส่ไปโรงเรียน
หลังได้มีเด็กนักเรียนโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม
ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 6 ราย
จึงทำให้ประชาชนเกิดความตื่นกลัว
และต่างพากันมาหาซื้อหน้ากากอนามัยไปสวมใส่
เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคดังกล่าว จนส่งผลให้ร้านค้า
หรือร้านขายยาหลายแห่งไม่มีหน้ากากอนามัยเพียงพอจำหน่ายให้กับลูกค้า

ส่วน ยอดจำหน่ายยาลดไข้ตามร้านขายยาทั่วไปในช่วงนี้กลับลดลง
เนื่องจากประชาชนที่มีอาการป่วย ปวดหัว ตัวร้อน
และเคยมาซื้อยาไปรับประทานเองได้หันไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้น
เพราะเกรงว่าหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวจะได้ทราบตั้งแต่
เบื้องต้นและสามารถรักษาได้ทัน

ด้าน นายบุญสม ผ่องบุพกิจ
เจ้าของร้านขายยาแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมือง กล่าวว่า
หลังมีข่าวเด็กนักเรียนบุรีรัมย์ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ก็ได้มีประชาชนมาซื้อหน้ากากอนามัย เพื่อนำไปสวมใส่ป้องกันเป็นจำนวนมาก
จนไม่เพียงพอกับความต้องกา
และไม่มีสินค้าขายให้กับลูกค้ามานานร่วมสัปดาห์แล้ว
ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีประชาชนทยอยมาสอบถามหาหน้ากากอนามัยอยู่อย่างต่อเนื่อง


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079051

ชาวบ้านเดือดร้อนบุกร้อง "ธนารักษ์" แก้ปัญหา - โวยราชภัฏบุรีรัมย์สร้างศูนย์ศึกษาทับที่ทำกิน

บุรีรัมย์ - ชาวบ้านบุรีรัมย์ กว่า 100 คน บุกธนารักษ์จังหวัด
ร้องแก้ปัญหาความเดือดร้อนไร้ที่ทำกิน เหตุ ม.ราชภัฏบุรีรัมย์
รุกสร้างศูนย์อุดมศึกษาทับที่ดินใช้ทำไร่นามานานกว่า 45 ปี
ด้านธนารักษ์พื้นที่บุรีรัมย์แจงเป็นที่ราชพัสดุต้องขอเช่าเท่านั้น
ออกเอกสารสิทธิถือครองไม่ได้
เตรียมประสานราชภัฏบุรีรัมย์หาทางแก้ไขร่วมกัน

วันนี้ (13 ก.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น.ชาวบ้านจาก 8 หมู่บ้าน
ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ 20 ครัวเรือน กว่า 100 คน นำโดย
นายประสิทธิ์ เชื้อนิตย์
เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับทางสำนักงานธนารักษ์พื้นที่บุรีรัมย์
ให้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับที่ดินทำกิน
แปลงที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ใช้ก่อสร้างศูนย์อุดมศึกษาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี
ทำให้ชาวบ้านหลายครอบครัวได้รับความเดือดร้อน

โดยชาวบ้าน ระบุว่า
พื้นที่ดังกล่าวที่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ทำการก่อสร้างศูนย์อุดมศึกษา ทับที่ทำกินของชาวบ้าน ที่มีเอกสารสิทธิ์
ภทบ.5 และ ส.ป.ก./สร.5 ก.และชาวบ้านได้เสียภาษีมาตั้งแต่ปี 2507
จึงได้เรียกร้องขอเป็นธรรมให้กรมธนารักษ์
ได้เพิกถอนและคืนสิทธิ์พื้นที่ทำกินให้กับชาวบ้าน
หากไม่เช่นนั้นชาวบ้านจะร่วมกันต่อสู้คัดค้านเรียกร้องจนถึงที่สุด

นายประสิทธิ์ เชื้อนิตย์ ชาวบ้านหนองขนุน หมู่ 2 ต.หูทำนบ อ.ปะคำ
กล่าวว่า ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน
หลังจากที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เข้ามาก่อสร้างศูนย์อุดมศึกษา
ในพื้นที่ซึ่งชาวบ้านทำมาหากินมานานกว่า 45 ปี ตั้งแต่สมัยปู่ย่า ตายาย
โดยทำนา ทำไร่ เนื้อที่กว่า 1,800 ไร่ ทั้งที่ชาวบ้านมีการเสียภาษีมาตลอด
บางคนได้ ส.ป.ก.พวกเรามาวันนี้ต้องการขอเอกสารสิทธิการครอบครองที่ดินทำประโยชน์
จึงอยากให้ทางราชการช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านด้วย

ด้าน น.ส.พูนเพิ่ม เพิ่มมี ธนารักษ์พื้นที่บุรีรัมย์ ชี้แจงว่า
ทางเจ้าหน้าที่ธนารักษ์พื้นที่บุรีรัมย์ ตรวจสอบแล้ว
ที่ดินแปลงที่ร้องเรียนเป็นที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ บร808
ตำบลปะคำ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ กระทรวงการคลัง
เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
เดิมอยู่ในความครอบครองใช้ประโยชน์ของกรมปศุสัตว์
เป็นที่ทำการด่านกักสัตว์ปะคำ
ต่อมาใช้ประโยชน์เป็นสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์บุรีรัมย์ เมื่อปี 2548
กรมปศุสัตว์ ได้ส่งคืนที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวให้แก่กรมธนารักษ์
เพื่อนำมาพิจารณาให้มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ใช้ประโยชน์
และกรมธนารักษ์ได้อนุญาตให้มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ใช้ที่ราชพัสดุแปลง
ดังกล่าว เนื้อที่ประมาณ 1,834 ไร่ เพื่อก่อสร้างวิทยาเขต

น.ส.พูนเพิ่ม กล่าวต่อว่า
เนื่องจากที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวมีปัญหาการถือครองทำประโยชน์เป็นที่ทำกิน
มานาน ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างสถานีวิจัยพันธุ์สัตว์บุรีรัมย์ ดังนั้น
เพื่อให้ได้ข้อยุติในการแก้ไขปัญหา
จึงให้ชาวบ้านนำหลักฐานการเข้าถือครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว
ตั้งแต่เริ่มได้มาต่อเนื่องตามลำดับจนมาถึงชาวบ้านปัจจุบัน
มายืนยันกับเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนรายใดเข้ามาก่อนเดือน มิ.ย.2545
ก็มีสิทธิ์เช่าตามโครงการของรัฐ
แต่การแก้ไขปัญหาทำได้เพียงให้ประชาชนยื่นเรื่องขอเช่าเท่านั้น
ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินให้กับชาวบ้านถือครองเป็นกรรมสิทธิ์ได้
โดยจะประสานกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์แก้ไขปัญหาร่วมกัน
และขอยืนยันทางภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
เชื่อว่าชาวบ้านจะเข้าใจ

ผู้ สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังธนารักษ์พื้นที่บุรีรัมย์
ชี้แจงกับชาวบ้านจนเป็นที่เข้าใจ และยินยอมตามที่ทางราชการหาทางออกให้
จึงพากันแยกย้ายกลับ

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079064

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ตั้งสภาพันธมิตรฯ บุรีรัมย์สำเร็จวาง 3 ภารกิจสำคัญ

ตั้งสภาพันธมิตรฯ บุรีรัมย์ สำเร็จแล้ว
พร้อมผุดคณะทำงานชั่วคราวรองรับภารกิจของ พันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่
ประธานคนแรกเผย 3 พันธกิจสำคัญ ประสานพันธมิตรฯให้ครบทุกอำเภอ
จัดทำข้อบังคับ และสร้างกิจกรรมเผยแพร่ความคิด-อุดมการณ์พันธมิตรฯ

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดบุรีรัมย์
ได้เปิดประชุมเพื่อดำเนินการจัดตั้งสภาพันธมิตรฯ จังหวัดบุรีรัมย์
เป็นองค์กรประสานงานและองค์กรปฏิบัติงานแทนพี่น้องพันธมิตรฯ ของจังหวัด
มีพันธมิตรฯ มาประชุมประมาณ 80 คน ณ สวนธรรมเทียนสิริ
อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเปิดประชุมเมื่อเวลา 11.00
น.เป็นต้นไป จนถึงเวลาประมาณ 16.00 น.

การประชุมครั้งนี้ ปรากฏว่า
มีสมาชิกลุกขึ้นอภิปรายเพื่อเสนอแนวทางการทำงานของพันธมิตรฯ
จังหวัดบุรีรัมย์ กันอย่างกว้างขวาง
จากนั้นได้มีการลงมติให้ตั้งเป็นคณะทำงานชั่วคราวของพันธมิตรฯ
จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจำนวน 9 คน ต่อเมื่อมีคณะกรรมการพันธมิตรฯ
ครบทุกอำเภอแล้วจึงจะเปิดประชุมใหญ่อีกครั้ง

สำหรับภารกิจสำคัญในช่วงนี้ ที่ประชุมกำหนดให้ปฏิบัติดังนี้
ภารกิจที่ 1 ให้ดำเนินการจัดกิจกรรมประสานความสัมพันธ์ของพันธมิตรฯ
ที่มีอยู่ทุกอำเภอ จากนั้นจึงจัดตั้งเป็นพันธมิตรฯ ให้ครบทุกอำเภอ
ภารกิจที่ 2 จัดทำข้อบังคับของคณะกรรมการพันธมิตรฯ จังหวัดบุรีรัมย์
และภารกิจที่ 3 จัดกิจกรรมเผยแพร่ความคิดและอุดมการณ์ของพันธมิตรฯ
และพรรคการเมืองใหม่ลงไปในระดับหมู่บ้านและตำบลของทุกอำเภอของจังหวัด
บุรีรัมย์

นายสายหยุด ถิ่นทองหลาง พันธมิตรฯ จากอำเภอนางรอง ซึ่งรับตำแหน่ง
ประธานคณะกรรมการพันธมิตรฯ จังหวัดบุรีรัมย์ชั่วคราว กล่าวว่า
ขณะนี้เราจำเป็นต้องมีคณะทำงานของพันธมิตรฯบุรีรัมย์ อย่างรีบด่วน
เพราะสถานการณ์การเมืองเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
ประกอบกับบุรีรัมย์เป็นจังหวัดใหญ่และมีความพิเศษเฉพาะตัวสูง
จำเป็นต้องมีคณะทำงานในวันนี้ เพื่อออกไปประสานงานกับพันธมิตรฯ
ให้ครบทั้ง 23 อำเภอ และภารกิจที่สำคัญที่สุด ก็คือ
การคิดค้นช่องทางลงไปพบปะแลกเปลี่ยนประชาชนในหมู่บ้าน ตำบล อย่างทั่วถึง
ตนขอสัญญาว่าจะทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการพันธมิตรฯจังหวัดบุรีรัมย์ (ชั่วคราว)
ประกอบไปด้วย 1.นายสายหยุด ถิ่นทองหลาง (พธม.นางรอง) รับตำแหน่งประธาน
2.นายเอกชัย แกล้วกล้า (พธม.สตึก) รับตำแหน่งรองประธาน คนที่ 1

3.นายอัฑฒนนท์ ศรีสุขพรชัย หรือ ปานชัย หรือ สนธิ 2
(พธม.เมืองบุรีรัมย์) รับตำแหน่งรองประธาน คนที่ 2 4.นายการุณ มุสิกวงศ์
(พธม.หนองกี่) รับตำแหน่งเลขาธิการ 5.นายยศพนธ์ กุลเพชร (พธม.ละหานทราย)
รับตำแหน่งเหรัญญิก 6.นายวัน ที่รัก (พธม.โนนสุวรรณ)
รับตำแหน่งผู้ช่วยเหรัญญิก 7.นายเศรษฐสิทธิ์ ผิวคำ (พธม.กระสัง)
รับตำแหน่งนายทะเบียน 8.นางปัทมา พิณพิมาย (พธม.ลำปลายมาศ)
รับตำแหน่งประชาสัมพันธ์ 9.นางสาวเมตตา ปราบพยัคฆา (พธม.ปะคำ)
รับตำแหน่งกรรมการ


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077125

พธม.บุรีรัมย์ เตรียมยื่น "นายกฯมาร์ค" - ให้ความเป็นธรรม "กษิต-แกนนำ พธม."

บุรีรัมย์ - พันธมิตรฯบุรีรัมย์ แถลงเตรียมยื่นหนังสือ "นายกฯอภิสิทธิ์"
ลงพื้นที่บุรีรัมย์ 11 ก.ค.ขอความเป็นธรรมให้กับ "กษิต-แกนนำพธม."
ถูกตั้งข้อหาผู้ก่อการร้ายสากลไม่เป็นธรรม
พร้อมคัดค้านกลุ่มแดงถ่อยล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชอภัยโทษให้ "นช.แม้ว"
แฉ พบการเคลื่อนไหวล่ารายชื่อและสะสมกำลังตามจังหวัดชายแดนตลอดแนว
เพื่อคนบางกลุ่ม จี้นายกฯจับตาเป็นพิเศษ

วันนี้ (10 ก.ค.) เมื่อเวลา 11.00
น.กลุ่มแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จังหวัดบุรีรัมย์
ประมาณ 10 คน นำโดย พ.อ.พิเศษ สายหยุด กลิ่นทองหลาง
ประธานคณะกรรมการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดบุรีรัมย์
ได้แถลงข่าวแสดงจุดยืนเป็นกำลังใจให้ นายกษิต ภิรมย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพันธมิตรฯ
ให้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์
อย่างมั่นคงตตลอดไป

รวมทั้งสนับสนุนการคัดค้านขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของ
องค์การยูเนสโก และต่อต้านการล่ารายชื่อของกลุ่มคนเสื้อแดง
เพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี และ นักโทษชายหนีคดีอาญาแผ่นดิน

พ.อ.พิเศษ สายหยุด กลิ่นทองหลาง
ประธานคณะกรรมการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดบุรีรัมย์
กล่าวว่า พันธมิตรฯ จังหวัดบุรีรัมย์ จะร่วมต้อนรับเป็นกำลังให้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และร่วมปกป้องในฐานะแขกมาเยือนบุรีรัมย์ในวันที่ 11 ก.ค.นี้
พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์ ทำงานด้วยความโปร่งใส
และให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกรณี นายกษิต ภิรมย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
ที่ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้ก่อการร้ายสากล
พร้อมถูกออกหมายเรียกอย่างไม่เป็นธรรม และมีการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน
โดยจะยื่นหนังสือขอเรียกร้องทั้งหมดให้กับนายกฯ ในครั้งนี้ด้วย

อีก ทั้งพันธมิตรฯบุรีรัมย์
ขอสนับสนุนการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร
เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก รวมทั้งคัดค้านพร้อมขอเรียกร้องให้นายกฯ
อภิสิทธิ์ได้ตรวจสอบการล่ารายชื่อของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อถวายฎีกาขอพระราช
ทานอภัยโทษ ให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความคิดล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและสถาบันเบื้องสูง

"ขณะนี้พบว่ามีการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงบางคนตามแนวชายแดนไทย-ลาว
ตั้งแต่ จ.มุกดาหาร เรื่อยมาถึง จ.อุบลราชธานี
รอยต่อตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ จ.ศรีสะเกษ ถึง จ.นครราชสีมา
เพื่อล่ารายชื่อ และสะสมกำลังให้แก่คนบางกลุ่ม
จึงขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยจับตาเป็นพิเศษด้วย" พ.อ.พิเศษ สายหยุด กล่าว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078113

บุรีรัมย์เห่อห้องสมุดตู้รถไฟ"นายกฯมาร์ค"- แห่ใช้บริการวันแรกกว่าพันคน

บุรีรัมย์ - เด็กนร.-นศ. และปชช.ชาวบุรีรัมย์ เห่อห้องสมุดตู้รถไฟ
แห่ใช้บริการวันแรกคึกคัก กว่า 1,000 คน หลังนายกฯอภิสิทธิ์
เป็นประธานเปิดในโอกาสลงพื้นที่บุรีรัมย์ 11 ก.ค.
ด้านนักเรียนและผู้ปกครอง ต้องการให้เพิ่มหนังสือด้านวิชาการให้หลากหลาย
ขณะบรรณารักษ์ห้องสมุดเตรียมสอบถามความเห็นผู้มาใช้บริการ
พร้อมขยายเวลาเปิดให้บริการ

วันนี้ (12 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานเปิดโครงการห้องสมุดรถไฟ
บริเวณสวนสาธารณะ หน้าสถานีรถไฟบุรีรัมย์ เขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์
ในโอกาสที่เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจพบปะรับฟังปัญหาประชาชน
จ.บุรีรัมย์ เมื่อวานนี้ (11 ก.ค.)

ล่าสุด วันนี้
ซึ่งเป็นวักแรกที่ห้องสมุดตู้รถไฟดังกล่าวเปิดให้บริการ ตั้งแต่ เวลา
08.30 น. ปรากฏว่าได้มีนักเรียน นักศึกษา ประชาชน
ทั้งในและนอกเขตเทศบาลบุรีรัมย์
ที่มารอเดินทางโดยรถไฟรวมทั้งบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่มารอรับบุตรหลานหรือ
ญาติพี่น้อง ได้ให้ความสนใจเข้าไปใช้บริการอ่านหนังสือ และ
ศึกษาค้นคว้าหาความรู้
รวมทั้งเด็กได้มาเล่นของเล่นเสริมทักษะในห้องสมุดรถไฟเป็นจำนวนมาก
และคาดว่าตลอดทั้งวันจะมีผู้คนหมุนเวียนมาใช้บริการไม่น้อยกว่า 1,000 คน

ทั้งนี้ ผู้ที่มาใช้บริการยอมรับว่าเป็นโครงการที่ดี
ที่นายกรัฐมนตรีได้เล็งเห็นความสำคัญในการเปิดห้องสมุดรถไฟแห่งนี้
เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน และนักเรียน นักศึกษา
ได้รักการอ่านเพิ่มพูนความรู้ให้กับตนเอง
และรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

น.ส.พานทอง ดีสม นักเรียนโรงเรียนกระสังพิทยาคม อ.กระสัง
จ.บุรีรัมย์ ที่มารอรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้าน
และได้เข้าไปใช้บริการนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดรถไฟ กล่าวว่า
แทนที่จะไปเที่ยวหรือไปเดินห้างสรรสินค้าเพื่อรอเวลารถไฟที่จะมาถึง
หากใช้เวลาว่างดังกล่าวมาอ่านและศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในห้องสมุดจะดีกว่า
อย่างไรก็ตามอยากให้ได้เพิ่มหนังสือประเภทที่มีสาระ
ทั้งความรู้ทั่วไปที่สามารถอ่านได้ทุกเพศทุกวัยให้มากขึ้น
ก็จะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้คนที่มาใช้บริการ

ด้าน นางอนงค์สุดา ลิไธสง รองผู้อำนวยการโรงเรียนนิภาศิริ
อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่มาใช้บริการห้องสมุดรถไฟ
กล่าวว่า ปกติจะมารอรับบุตรหลานที่สถานีรถไฟเป็นประจำ
ซึ่งโครงการห้องสมุดรถไฟดังกล่าวถือเป็นโครงการที่ดีมาก
เพราะผู้ปกครองที่รอรับบุตรหลาน และนักเรียน นักศึกษาที่มานั่งรอขึ้นรถไฟ
จะได้ใช้เวลาว่างมาศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในห้องสมุดแห่งนี้ได้

แต่ อย่างไรก็ตามอยากให้มีการเพิ่มสื่อทางด้านวิชาการ
และอยากให้ขยายสถานที่ให้มากกว่านี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีเพื่อจะได้รองรับจำนวน
ผู้คนที่มาใช้บริการ ซึ่งคาดว่าจะมีเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ก็อยากขอบคุณรัฐบาลที่ได้จัดทำห้องสมุดแห่งนี้ขึ้น
เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน และเยาวชนเป็นอย่างมาก

ขณะที่นางราตรี ใสบุญธรรม บรรณารักษ์ห้องสมุดรถไฟ จ.บุรีรัมย์
กล่าวว่า หลังจากเปิดให้บริการห้องสมุดตั้งแต่ช่วงเช้ามา
มีผู้มาใช้บริการกว่า 500 คน คาดว่าตลอดทั้งวันจะมีผู้มาใช้บริการ ประมาณ
1,000 คน ซึ่งส่วนมากเป็นเด็ก นักเรียน และประชาชนที่มารอขึ้นรถไฟ
รวมทั้งผู้ปกครองที่มารอรับบุตรหลานที่โดยสารรถไฟมาจากที่ต่างๆ

ส่วนหนังสือที่ให้บริการภายในห้องสมุด
ทางศูนย์การศึกนอกระบบตามอัธยาศัยบุรีรัมย์(กศน.)
กำลังเร่งจัดหาคาดว่าจะเพียงสำหรับผู้มาใช้บริการ
ส่วนเนื้อหาสาระของหนังสือจะเน้นไปทุกกลุ่มเป้าหมาย
ตามข้อมูลที่ได้สอบผู้มาใช้บริการว่าต้องการหนังสือประเภทไหน
ส่วนระยะเวลาการปิดห้องสมุดจากเดิม 16.30 น.ในทุกวัน
จะมีการขยายช่วงเวลาตามความเหมาะสมด้วย

สำหรับห้องสมุดตู้รถไฟ จ.บุรีรัมย์ แห่ง นี้ถือเป็นแห่งที่ 2
ของประเทศไทย มีจำนวน 5 ตู้ ประกอบด้วย ตู้ที่ 1 ให้บริการวารสาร นิตยสาร
และ หนังสือพิมพ์ , ตู้ที่ 2 ให้บริการหนังสือทั่วไปและคู่มือเตรียมสอบ ,
ตู้ที่ 3 บริการหนังสือเด็กและเยาวชน โดยมีมุมของเล่น
สร้างเสริมทักษะให้กับเด็กด้วย , ตู้ที่ 4 บริการหนังสือแนะแนวอาชีพ
และหนังสือนวนิยาย และ ตู้ที่ 5 บริการมุมวิชาการ โดยติดตั้งเป็นรูปตัวยู
มีบันไดขึ้นลง 2 ด้าน

นอกจากนี้ ในแต่ละตู้ยังมีการติดพระบรมฉายาลักษณ์
พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ
สมเด็จพระนางเจ้าพบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์
ที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วย

ทั้ง นี้ โครงการดังกล่าว
เป็นความร่วมมือระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย
ศูนย์การศึกนอกระบบตามอัธยาศัยบุรีรัมย์(กศน.) และเทศบาลเมืองบุรีรัมย์
โดยมีเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ห้องสมุดตู้รถไฟ อยู่ประจำทุกวัน
ตลอดการเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 น.- 16.30 น.

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078587

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บุรีรัมย์พบนร.ติดหวัดพันธุ์ใหม่ 6 ราย/สงสัย 4 ราย - สั่งหยุดเรียนยกห้อง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2552 19:48 น.
บุรีรัมย์ -
โรงเรียนดังบุรีรัมย์ระดมทำความสะอาดหลังพบเด็กนักเรียนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 6 ราย และต้องสงสัยอีก 4 ราย
เผยสั่งหยุดเรียนยกห้องป้องกันแพร่กระจาย ด้าน
สพท.กำชับผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งให้คัดกรองนักเรียนหากมีอาการป่วยให้
หยุดเรียน

วันนี้ ( 9 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม
ได้เร่งเช็ดล้างทำความสะอาด ห้องเรียน และ อาคารภายในโรงเรียน
หลังล่าสุดพบเด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 คน
ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
หลังกลับจากไปดูคอนเสิรืตที่กรุงเทพฯ
และยังพบเด็กนักเรียนในห้องเดียวกันมีอาการป่วยต้องสงสัยเพิ่มอีก 4 ราย
ขณะนี้นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาลบาลศูนย์บุรีรัมย์
และรอตรวจผลตรวจยืนยันอีกครั้ง

ส่วนเด็กนักเรียนหญิงทั้ง 6 ราย
ที่ตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดพันธ์ใหม่ดังกล่าว
ขณะนี้มีอาการดีขึ้นและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว
แต่ยังอยู่ในข่ายเฝ้าระวัง
อย่างไรก็ตามทางโรงเรียนได้สั่งหยุดเรียนสำหรับห้องเรียนที่ติดหวัดสาย
พันธุ์ใหม่ดังกล่าว วันที่ 9 - 10 ก.ค. นี้
เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดไปสู่นักเรียนรายอื่น
หากไม่พบมีการระบาดเพิ่มก็จะอนุญาตให้มาเรียนได้ตามปกติในวันจันทร์ ที่
13 ก.ค.

ด้าน นายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)
บุรีรัมย์ เขต 1 กล่าวว่า ได้กำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดกว่า 200
แห่ง ทำการคัดกรองเด็กนักเรียนที่เดินทางมาเรียน
หากพบนักเรียนรายใดมีอาการป่วยเข้าข่ายต้องสงสัย
ก็ให้หยุดมาเรียนก่อนชั่วคราว และส่งตัวเข้าตรวจรักษาที่โรงพยาบาล
หากพบติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่
ก็ให้รักษาให้หายขาดแล้วค่อยมาเรียนตามปกติ
เพื่อเป็นการควบคุมป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หยุดยาว 5 วัน ปชช.-นักท่องเที่ยวแห่เที่ยว "พนมรุ้ง" พุ่ง 3 เท่าตัว

บุรีรัมย์ - ช่วงหยุดยาว 5 วันเทศกาลเข้าพรรษา
ปชช.-นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ เดินทางแห่เที่ยวชมปราสาทพนมรุ้ง
และปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ แทนปราสาทพระวิหารที่ถูกปิดชั่วคราว
เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเป็นวันละกว่า 5 พันคน คาดเงินสะพัดตลอด 5
วันหลายล้านบาท ส่วนตั๋วรถไฟขากลับกรุงเทพฯ 7-8 ก.ค.
ถูกจองล่วงหน้าเต็มทุกขบวนแล้ว

วันนี้ (5 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ช่วงหยุดยาวเทศกาลเข้าพรรษาติดต่อกัน 5 วัน (4-8 ก.ค.) ได้มีประชาชน
นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
เดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนและชมความงดงามมหัศจรรย์ของปราสาทพนมรุ้ง และ
ปราสาทเมืองต่ำ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ คึกคัก เฉลี่ยวันละกว่า
5,000 คน จากช่วงปกติจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยว
ขึ้นมาเที่ยวชมเพียงวันละ 1,000-2,000 คนเท่านั้น
ส่งผลให้ร้านจำหน่ายสินค้าของฝาก ของที่ระลึก
และร้านอาหารบนอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
คึกคักและมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย คาดว่าตลอดช่วงหยุดยาว 5
วันนี้จะมีเงินสะพัดหลายล้านบาท หลังจากที่ซบเซามานาน
เนื่องจากประสบปัญหาภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

นายมนตรี ธนภัทรพรชัย หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง กล่าวว่า
สาเหตุที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ขึ้นมาเที่ยวชมปราสาทพนมรุ้ง และ
ปราสาทเมืองต่ำ มากเป็นพิเศษในช่วงหยุดติดต่อกันหลายวันนี้
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะขณะนี้อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร และ
ทางขึ้นสู่ปราสาทพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
ได้ถูกปิดชั่วคราวจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางทหาร
ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถขึ้นไปเที่ยวชมได้
จึงหันมาท่องเที่ยวชมปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ แทน

ผู้ สื่อข่าวรายงานอีกว่า
ขณะที่บรรยากาศการเดินทางกลับภูมิลำเนามาทำบุญและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล
เข้าพรรษาที่ จ.บุรีรัมย์
ยังมีประชาชนเดินทางกลับโดยทางรถไฟกันคึกคักอย่างต่อเนื่องเต็มทุกขบวน
ทำให้ยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติกว่า 30 %
และคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับหนาแน่นไปจนถึงช่วงเย็นวันนี้

อย่างไรก็ตาม
ขณะนี้ได้มีประชาชนที่เดินทางกลับมาเที่ยวเทศกาลเข้าพรรษา
ได้มาจองตั๋วเที่ยวขาล่องปลายทางกรุงเทพฯ ไว้ล่วงหน้า
เต็มทุกขบวนตั้งแต่วันที่ 7-8 ก.ค.แล้ว
ทั้งนี้เชื่อว่าขบวนรถขากลับน่าจะรองรับประชาชนที่ต้องการเดินกลับได้ทันต่อ
การทำงาน โดยไม่มีผู้โดยสารตกค้าง
แต่หากไม่เพียงพอทางสถานีรถไฟจะประสานไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย
เพื่อเสริมขบวนหรือจำนวนตู้ผู้โดยสารเพิ่มอีก
จนกว่าจะเพียงพอต่อความต้องการใช้บริการของประชาชน

ทางด้าน นายบรรจง จันทร ผู้ช่วยนายสถานีรถไฟบุรีรัมย์
และรักษาการแทนนายสถานีรถไฟ กล่าวว่า
ได้มีประชาชนใช้บริการรถไฟเดินทางกลับมาเที่ยวเทศกาลเข้าพรรษาหนาแน่น
ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเบาบางลงในช่วงเย็นวันนี้
อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีผู้โดยสารใช้บริการหนาแน่นก็ได้ประชาสัมพันธ์ให้
ประชาชนดูแลสัมภาระ
สิ่งของมีค่าของตัวเองเพื่อป้องกันกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพฉวยโอกาสก่อเหตุ

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บุรีรัมย์ระดมปรับภูมิทัศน์สถานีรถไฟรับ "นายกฯมาร์ค" - ผู้ว่าฯ คุมเข้มหวั่น "แดงถ่อย" ป่วน

บุรีรัมย์ - เร่งระดม จนท.ทำความสะอาดปรับปรุงภูมิทัศน์รอบสถานีรถไฟ
เตรียมต้อนรับนายกฯ มาร์คและคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยม
และรับทราบปัญหาปชช.บุรีรัมย์ พร้อมเป็นประธานเปิดห้องสมุดตู้รถไฟ 11
ก.ค.นี้ ขณะผู้ว่าฯ เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วางมาตรการเข้มรักษาความปลอดภัยหวั่นม็อบแดงถ่อยป่วน

วันนี้ (3 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ที่บริเวณสวนสาธารณะหน้าสถานีรถไฟบุรีรัมย์ นายสวัสดิ์ ปานน้อย
นายสถานีรถไฟบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นางปาลีรัตน์ สมานประธาน
นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ และคณะ
ได้ตรวจดูความคืบหน้าการจัดเตรียมสถานที่ติดตั้งห้องสมุดตู้รถไฟ
โดยทางสถานีรถไฟบุรีรัมย์ร่วมกับเทศบาลเมือง ได้ระดมเจ้าหน้าที่
และพนักงาน เร่งทำความสะอาด ทาสีป้าย และภายในอาคารที่ทำการสถานี
พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ 2 ข้างทางรถไฟ

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ
ที่จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมและรับทราบปัญหาของประชาชนที่ จ.บุรีรัมย์
ในวันที่ 11 ก.ค.นี้ พร้อมทั้งเป็นประธานเปิดห้องสมุดตู้รถไฟ
ที่บริเวณสวนสาธารณะหน้าสถานีรถไฟ ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์
เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าความรู้ของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

นายสวัสดิ์ ปานน้อย นายสถานีรถไฟบุรีรัมย์ กล่าวว่า
ขณะนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย
ได้เร่งดำเนินการปรับแต่งตู้รถไฟให้เป็นห้องสมุด อยู่ที่สถานีรถไฟ
จ.นครราชสีมา ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายมาติดตั้งที่บริเวณสวนสาธารณะหน้าสถานีรถไฟบุรีรัมย์
ในวันที่ 6 ก.ค.

ขณะที่ นางปาลีรัตน์ สมานประธาน นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์
กล่าวว่า หากตู้รถไฟมาถึงสถานีรถไฟบุรีรัมย์
เทศบาลจะปรับภูมิทัศน์รอบห้องสมุดตู้รถไฟ ให้เกิดความสวยงาม
และจะเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตฟรีด้วย
เพื่อรองรับประชาชนที่จะมาใช้บริการ
รวมทั้งติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างโดยรอบสวนสาธารณะ
เพื่อป้องกันการมั่วสุมของกลุ่มวัยรุ่นและการก่อเหตุในบริเวณดังกล่าวด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันเดียวกันนี้ (3 ก.ค.) นายมงคล
สุระสัจจะ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์
ได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการต้อนรับ
และวางมาตรการในการรักษาความปลอดภัยให้กับนายกรัฐมนตรี
และคณะที่จะเดินทางมา จ.บุรีรัมย์อย่างเข้มงวด
เนื่องเกรงว่าจะมีกลุ่มคนไม่หวังดี หรือกลุ่มม็อบต่างๆ
โดยเฉพาะกลุ่มม็อบเสื้อแดง มาสร้างสถานการณ์ก่อความวุ่นวายในครั้งนี้ด้วย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075575

เสี่ยขายโลงศพบุรีรัมย์เผ่นหนีบ้านเช่าเฮี้ยน - ตร.เร่งคลี่ปมเพลิงไหม้ปริศนา 40 ครั้ง

บุรีรัมย์ - เสี่ยขายโลงศพบุรีรัมย์พร้อมครอบครัวและลูกน้อง
ขนข้าวของย้ายออกจากบ้านเช่าเฮี้ยนแล้ว
หวั่นเป็นอันตรายและทรัพย์สินเสียหายซ้ำอีก
หลังเกิดไฟไหม้ไม่ทราบสาเหตุมากกว่า 40 ครั้ง
ขณะตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนคลี่ปมเพลิงไหม้ปริศนา

วันนี้ (1 ก.ค. ) เมื่อเวลา 12.00 น. นายวิฑูรย์ ชื่นจิต อายุ 25
ปี เสี่ยหนุ่มขายโลงศพและรับจัดงานศพแบบครบวงจร พร้อมครอบครัวและลูกน้อง
ได้เร่งช่วยกันเก็บข้าวของย้ายออกจากบ้านเช่า เลขที่ 85 ม.10 บ.หัวลิง
ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ที่เชื่อว่าเป็นบ้านอาถรรพ์
กลับไปยังบ้านเช่าหลังเดิมที่ อ.ลำปลายมาศ
ที่ถูกลอบวางเพลิงเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา จนวอดเสียหายทั้ง 4 คูหาแล้ว
ถึงแม้จะยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมก็ตาม

ทั้งนี้เนื่องจากเกรงหากยังเช่าอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวต่อไปจะ
ได้รับอันตราย และทรัพย์สินเสียหายมากกว่านี้
หลังได้เกิดเพลิงไหม้ภายในบ้านเช่าหลังดังกล่าวโดยไม่ทราบสาเหตุมากกว่า
40 ครั้งภายในเดือนเดียว และยังเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง
จนคนในครอบครัวเกิดความหวาดผวา และล่าสุดลูกน้องได้ลาออกไปแล้วถึง 4 คน

นอกจากนี้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังทำให้ธุรกิจขายโลงศพและรับจัดงานศพ ของนายวิฑูรย์
ได้รับผลกระทบมากกว่า 80 % คิดเป็นมูลค่าทั้งค่าเสียโอกาส
ด้านธุรกิจและทรัพย์สินที่ถูกไฟไหม้เสียหายไม่น้อยกว่า 600,000 บาท

อย่างไรก็ตามหลังจากที่กล้องวงจรปิด
ที่ติดตั้งไว้รอบบริเวณบ้านทั้ง 4 ตัว
ไม่สามารถจับภาพคนร้ายที่เข้ามาก่อเหตุลอบวางเพลิงภายในบ้านได้
ล่าสุดเมื่อวานนี้ ( 30 มิ.ย.52) นายวิฑูรย์ จึงได้ย้ายกล้องวงจรปิดจำนวน
3 ตัว เข้ามาติดตั้งไว้ภายในบ้าน เพื่อจับภาพเหตุการณ์เพลิงไหม้ภายในบ้าน
ส่วนอีก 1 ตัวติดไว้ที่บริเวณทางเข้าออกหน้าบ้าน
แต่ก็ยังไม่สามารถจับภาพคนร้าย หรือภาพขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้
มีเพียงภาพคนภายในบ้านเดินไปมาเท่านั้น

ขณะที่ชาวบ้านก็ยังมายืนออเพื่อรอดูเหตุการณ์เพลิงไหม้อยู่บริเวณ
หน้าบ้านเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน จน นายวิฑูรย์ ต้องนำป้าย
"บุคคลภายนอกห้ามเข้า" มาติดไว้ประตูรั้วหน้าบ้าน
เพราะส่งผลกับการดำเนินชีวิตของคนในครอบครัว

ทางด้าน พ.ต.อ.รุทธพล เนาวรัตน์ ผู้กำกับการสภ.เมืองบุรีรัมย์
กล่าวว่า คดีเพลิงไหม้ปริศนาในบ้านเช่าที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเกิดจากอาถรรพ์
หรือไสยศาสตร์นั้น
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องทำการสืบสวนสอบสวนไปตามขั้นตอน
และขณะนี้ก็ได้ให้ชุดสืบสวนสอบสวนไปสืบสวนหาข่าวในพื้นที่
เพื่อเร่งคลี่ปมเพลิงไหม้ปริศนาในบ้านอาถรรพ์ดังกล่าวให้ได้โดยเร็ว เพราะ
พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจ.บุรีรัมย์
ได้กำชับให้ติดตามสืบสวนสอบสวนเป็นพิเศษ
เนื่องจากคดีในลักษณะนี้ยังไม่เคยเกิดมาก่อน
และเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หากสืบสวนสอบสวนพบว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น
เป็นการสร้างสถานการณ์ หรือลอบวางเพลิงของกลุ่มบุคคลใดก็ตาม
ก็จะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามกฎหมาย

ดร.สมหมาย ปะติตังโข หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า
หากมองในด้านวิทยาศาสตร์ ก่อนเกิดเพลิงไหม้ได้ต้องมีสิ่งที่เป็นเชื้อไฟ
หรือสารเคมีบางอย่าง เช่น สารออกซิไดหรือสารรีดิว
เกิดการสันดาปกับอิเล็กตรอนและเกิดปฏิกิริยาว่องไวต่อแสง
จึงจะทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ การเกิดไฟไหม้ขึ้นเองคงเป็นไปไม่ได้
โดยเฉพาะบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ไม่มีสิ่งที่จะทำปฏิกิริยาได้
เพราะจากการสำรวจดูแล้วสายไฟฟ้าภายในบ้านก็ถูกตัดขาดทั้งหมด
ส่วนมีความเชื่อทางด้านไสยศาสตร์นั้นควรจะใช้วิจารณญาณว่าควรเชื่อหรือไม่


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000074604

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บุรีรัมย์บวชเลือด! ทหาร-ตร.ฟัดวัยรุ่น ยายห้ามถูกยิงดับ 1 โจ๋สาหัส 2 - น้องสาวช็อกตายตาม

บุรีรัมย์บวชเลือด! ทหาร-ตร.ฟัดวัยรุ่น ยายห้ามถูกยิงดับ 1 โจ๋สาหัส 2 -
น้องสาวช็อกตายตาม
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2552 08:16 น.
บุรีรัมย์ - ทหารเรือกลับมาบวชที่บ้านเกิดบุรีรัมย์
เพื่อนทหาร-ตร.ร่วมเพียบ ขณะแห่นาคเกิดเขม่นวัยรุ่นเจ้าถิ่นยกพวกตะลุมบอน
ยายญาตินาคโร่เข้าห้ามถูกยิงดับ ส่วนวัยรุ่นถูกยิงสาหัส 2
คนก่อเหตุเผ่นหาย
ส่วนน้องสาวป่วยมะเร็งรู้ข่าวพี่สาวตายเกิดช็อกตายตามอีก 1 ราย

วานนี้ (28 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 13.00 น.
พ.ต.ท.จิตรกร ประสงค์สุข สารวัตรเวร สภ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์
ได้รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บหลายราย
จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ไพรัช สุขสงญาติ ผกก. พ.ต.ต.วิชัย ฉายไธสง
สวป. และกำลังตำรวจจำนวนหนึ่ง

ที่เกิดเหตุเป็นถนนภายในหมู่บ้านโคกจิก ม.1 ต.หนองเยือง
อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ พบกองเลือดกลางถนน ผู้เสียชีวิตทราบชื่อ นางเลียบ
ทำไธสง อายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 ม.2 ต.หนองเยือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์
จ.บุรีรัมย์ ถูกยิง ด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มม. เข้าที่บริเวณหน้าอก จำนวน 1
นัด แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย คือ นายโอภาส ลาดนอก อายุ 30 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 40 ม.1 ต.หนองเยือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์
ถูกยิงเข้าที่หน้าท้อง จำนวน 1 นัด อาการสาหัส และนายพัชระพงศ์ ศรียางนอก
อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5 ม.1 ต.หนองเยือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์
ถูกยิงเข้าที่ขาขวาทะลุ จำนวน 1 นัด อาการสาหัส
ถูกนำส่งโรงพยาบาลบ้านใหม่ไชยพจน์

จากการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า
ก่อนเกิดเหตุมีการจัดงานบวชของ พ.จ.อ.อาทิตย์ วิถี อายุ 24 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 80 ม.2 ต.หนองเยือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์
ซึ่งเป็นทหารเรืออยู่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
ได้กลับบ้านมาบวชเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา โดยมีเพื่อนนาคซึ่งเป็นทั้ง ทหาร
ตำรวจ และเพื่อนในหมู่บ้านมาร่วมงานจำนวนมาก

ขณะกำลังแห่ขบวนนาคไปตามถนนรอบหมู่บ้าน ก่อนจะเข้าไปที่วัดโคกจิก
เพื่ออุปสมบท ได้มีกลุ่มวัยรุ่นเจ้าถิ่นในหมู่บ้าน
ซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บทั้ง 2 คน ได้เข้ามาก่อกวนกลุ่มทหาร ตำรวจ
ที่เป็นเพื่อนนาค จนเกิดการชกต่อย และมีทหารได้รับบาดเจ็บ ซึ่งฝ่ายทหาร
ได้พยายามร้องขอให้เลิกชกต่อยกันก่อน และช่วยกันนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล
แต่ทางกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวกับรุมเข้ามาทำร้ายอีก ขณะนั้น นางเลียบ
ทำไธสง อายุ 67 ปี ผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นญาติของนาค
ได้เข้ามาห้ามพร้อมกับดึง 2 วัยรุ่นออกมา
ทันใดนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวนหลายนัด ซึ่งกระสุนปืนได้ถูกนางเลียบ
และ 2 วัยรุ่น จนล้มฟุบ ก่อนกลุ่มเพื่อนนาคจะพากันหลบหนีไป
ต่อมาเวลาไล่เลี่ยกัน
ทางพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งว่าที่บ้านของนางเลียบ ทำไธสง น้องสาวคนตาย
ชื่อ นางปิ้ง ทำไธสง อายุ 60 ปี ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเต้านม
ตกใจหลังทราบข่าวว่าพี่สาวถูกยิงตาย ทำให้เกิดช็อกเสียชีวิตอีก 1 ราย

ด้าน พ.ต.อ.ไพรัช สุขสงญาติ ผกก.สภ.บ้านใหม่ไชยพจน์
ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน
กระจายกำลังติดตามไล่ล่ากลุ่มมือปืนที่ก่อเหตุแล้ว
ซึ่งคาดว่าจะสามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา
"ฆ่าคนตายโดยเจตนา" ได้ในเร็วๆ นี้
ซึ่งขณะนี้ทราบเบาะแสของมือปืนโหดดังกล่าวแล้ว

ล่าสุด ส.ต.ท.สมเกียรติ บรรดาศักดิ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด
สภ.สุไงปาดี จ.นคราธิวาส บ้านเกิดอยู่ อ.ปะทาย จ.นครราชสีมา เพื่อนนาค
ที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงในงานบวช จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านใหม่ไชยพจน์แล้ว ซึ่งเบื้องต้น
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา "ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น"

ส่วน จ.อ.สุทัศน์ ตอบไธสง สังกัดเหล่าพลาธิการทหารเรือ
กรุงเทพมหานคร เพื่อนของนาค
ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยที่ร่วมกันก่อเหตุในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ
สภ.บ้านใหม่ไชยพจน์ ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐาน
พร้อมทั้งได้แจ้งไปยังต้นสังกัดและติดต่อให้ญาติทราบแล้ว เพื่อนำตัว
จ.อ.สุทัศน์ เข้ามามอบตัว และให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำ
ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พันธมิตรฯบุรีรัมย์ เห็นชอบตั้งสภา พธม.จังหวัดประสานงานเชื่อมตำบล-อำเภอ

พันธมิตรฯบุรีรัมย์ เกือบทุกอำเภอร่วมสัมมนา ที่ค่ายมวยหนองกี่พาหุยุทธ
หนุนจัดตั้ง สภาพันธมิตรฯจังหวัด เป็นองค์กรประสานงานเชื่อมโยงอำเภอ-ตำบล
รอจัดตั้งคณะทำงานและเลือกประธานเป็นขั้นต่อไป ด้าน อ.สมเกียรติ
ร่วมบรรยายให้ความรู้ แซวคนบุรีรัมย์อดทนเป็นเยี่ยม
ยอมอยู่ใต้การควบคุมของนักการเมืองเพียงคนเดียว

ตั้งแต่เวลา 15.00 น.ของวันที่ 24 มิถุนายน
ชาวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากเกือบทุกอำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์
ได้ทยอยเดินทางเข้าสู่ค่ายมวยหนองกี่พาหุยุทธ อำเภอหนองกี่ จ.บุรีรัมย์
กันอย่างคึกคัก เพื่อร่วมการสัมมนาจัดตั้งสภาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
จังหวัดบุรีรัมย์ และปรากฏว่า ในช่วงการสัมมนา มีพันธมิตรฯ เกือบ 400
คนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกระตือรือร้น จนสิ้นสุดการสัมมนาเมื่อเวลา
17.00 น.นอกจากพันธมิตรฯจากบุรีรัมย์แล้ว ยังมีพันธมิตรฯ
จากจังหวัดใกล้เคียงก็เดินทางมาร่วมงานด้วย เช่น พันธมิตรฯจากอำเภอพิมาย
และอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

นายปราโมทย์ หอยมุกข์ เจ้าของค่ายมวยหนองกี่พาหุยุทธ
ค่ายมวยไทยชื่อดังของบุรีรัมย์และของเมืองไทย เปิดเผยว่า
ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาของพันธมิตรฯหนองกี่
ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องสถานที่จัดสัมมนา
โดยได้จัดเตรียมสถานที่ไว้เตรียมรับเพื่อนพันธมิตรจากทุกอำเภอ รวม 23
อำเภอ ประมาณ 500 คน เป้าหมายหลักของงานวันนี้ คือ
ต้องจัดตั้งสภาพันธมิตรฯจังหวัดบุรีรัมย์ ให้สำเร็จ
และถือโอกาสที่พี่น้องมากันแล้วให้ได้ความรู้ทางการเมืองกลับบ้าน จึงเชิญ
อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มาบรรยายในตอนเย็นด้วย

นายเสฎวุฒิ ชมภูพงษ์ เลขาธิการพันธมิตรฯ อำเภอเมืองบุรีรัมย์
กล่าวภายหลังการสัมมนาว่า สภาพันธมิตรฯจังหวัด
มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานการเมืองแบบใหม่
ที่จะต้องมาถึงภายในเร็วๆ นี้ หากมีพันธมิตรฯ ระดับอำเภอไม่ครบทุกอำเภอ
ย่อมยากที่จะเชื่อมลงไปถึงระดับ ตำบล หมู่บ้าน นอกจากนั้น
ยังต้องมีสภาพันธมิตรฯระดับจังหวัดด้วย
เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรประสานงาน
วันนี้การสัมมนาถือว่าก้าวหน้าไปอย่างน่าพอใจ
ยังขาดแต่ขั้นตอนการเลือกประธานและคณะทำงานระดับจังหวัดเท่านั้น
ซึ่งกำหนดจะเลือกตั้งในในเร็วๆ นี้

สำหรับภาคการบรรยาย เริ่มในเวลา 17.30 น.โดย นายเทิดภูมิ ใจดี
ทำหน้าที่บรรยายในช่วงแรก
เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงชีวิตการต่อสู้ของตนในขบวนต่อสู้ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
โดยย้ำว่าพลังของประชาชน คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคม
ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด

จนกระทั่งเวลา 18.00 น.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นบรรยาย
โดยได้พูดถึงอดีตของตนที่เกี่ยวพันกับจังหวัดบุรีรัมย์
คนบุรีรัมย์และองค์กรชาวบ้านในบุรีรัมย์
ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติการต่อสู้ทางการเมือง เช่น
การปะทะกันด้วยกำลังอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
การต่อสู้ประท้วงของชาวนาชาวไร่ การรักษาทรัพยากรป่าไม้ของพระประจักษ์
คุตตจิตโต แห่งสำนักสงฆ์ป่าดงใหญ่ รวมทั้งสองครูนักต่อสู้อย่าง ครูทิม
บุญอิ้ง และ ครูสมใจ อุตรวิเชียร ที่ถูกยิงเสียชีวิต ล้วนแต่มีคุณค่า
มีเกียรติประวัติที่น่ายกย่องทั้งสิ้น แต่วันนี้คนบุรีรัมย์ทั้งจังหวัด
ทำไมจึงตกอยู่ภายในอิทธิพลของนักการเมืองเพียงคนเดียว ตระกูลเดียว
ไม่รู้ทนกันได้อย่างไร ไม่รู้ว่าพลังแห่งการต่อสู้หายไปไหนหมด
และไม่รู้ว่าจะปลดแอกได้ในวันใด

นายสมเกียรติ ยังกล่าวถึงการเมืองในสภาผู้แทนฯ ว่า ค่อนข้างหดหู่
ไม่มีอะไรดีขึ้นงบประมาณไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ และงบอะไรต่างๆ นานา
ที่ทุ่มลงไป กลับหายจ๋อยไม่มีวี่แววหรือเสียงสะท้อนออกมาเลย

สำหรับพรรคการเมืองใหม่ นายสมเกียรติ บอกว่า แกนนำทั้ง 5
คนตกลงกันแล้วว่า จะไม่ลงเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในครั้งนี้อย่างแน่นอน
ส่วนการคัดเลือกผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในแต่ละจังหวัด
ถือว่าเป็นหน้าที่ของพันธมิตรฯ
จังหวัดที่จะเป็นผู้เสนอชื่อของผู้ที่จะลงเลือกตั้งส่งไปที่พรรคการเมือง
ใหม่ โดยพรรคการเมืองใหม่จะไม่เป็นฝ่ายเสนอชื่อก่อนอย่างเด็ดขาด
จะทำอย่างเดียวเท่านั้นว่าจะเอาหรือไม่เอา หากไม่เอา
เพราะมีข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม ทางพันธมิตรฯจังหวัด
ก็ต้องไปสรรหาใหม่แล้วส่งมาอีกครั้ง

การบรรยายของ นายสมเกียรติ เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 19.30
น.หลังจากนั้น เป็นการรับประทานอาหารและร้องเพลงของชาวพันธมิตรฯ
และการพูดคุยสังสรรค์จนดึกจึงเลิกงาน

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072133

เศรษฐีร้อยล้านบุรีรัมย์ตามหาผู้มีพระคุณ-พ้อหลังสื่อตีแผ่ชีวิตถูกรุมทึ้งขอเงินตรึม

บุรีรัมย์-เศรษฐีร้อยล้านวัย 72 ตามหาผู้มีพระคุณเคยส่งเสียให้เรียน
หวังตอบแทนคุณก่อนตาย พ้อหลังสื่อนำเรื่องราวชีวิตตีแผ่
ถูกคนหลายกลุ่มทั้งอ้างเป็นผู้ยากไร้ มูลนิธิฯ
โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือและขอเงินบริจาคเป็นจำนวนมาก
จนหวั่นเกิดผลกระทบในการดำเนินชีวิตและธุรกิจในครอบครัว
เกรงมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง

วันที่ 27 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายประเสริฐ ปิ่นทอง
อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49 ถนนประจันตเขต อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์
เศรษฐีกตัญญูที่มีความต้องการอยากจะพบและตอบแทนผู้มีพระคุณสักครั้งก่อนตาย
ได้ออกมาพูดพ้อถึงการตีแผ่เรื่องราวชีวิตผ่านสื่อบางสื่อ
ถึงเส้นทางการดำเนินธุรกิจจากที่ไม่มีอะไรเลยจนกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้าน
ทำให้มีผู้คนโทรศัพท์ทั้งอ้างเป็นผู้ยากไร้ และมูลนิธิต่างๆ
มาขอความช่วยเหลือ และรับบริจาค
จนเกรงว่าจะส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตและการประกอบธุรกิจในครอบครัว

นายประเสริฐได้กล่าวถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเองว่า เป็นคน
ต.ห้วยทราย อ.หนองแค จ.สระบุรี เมื่อตอนอายุ 6 ขวบ
พ่อเสียชีวิตด้วยโรคคอพอก อีก 6 เดือนต่อมา แม่ก็เสียชีวิตตามไปอีกคน
ทำให้ตนซึ่งเป็นลูกคนที่ 2 และพี่น้องเป็นหญิง 1 ชาย 4 รวม 4 คน
ต้องแยกย้ายไปคนละทิศละทาง โดยมีพี่ป้าน้าอานำไปเลี้ยงดู
ส่วนตนไปอยู่กับอาที่อู่ต่อเรือแห่งหนึ่งใน ต.ห้วยขวาง อ.หนองแค
ระหว่างนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
เลยย้ายไปอยู่ร้านทำเฟอร์นิเจอร์ในกรุงเทพฯ ได้เงินเดือน 30 บาท
อยู่มาไม่นานก็ย้ายไปทำงานอยู่โรงสีข้าวแถวราชวงศ์ ได้เงินเดือน 60 บาท
จากนั้นย้ายไปทำงานอยู่โรงกลึงย่านวรจักร ได้เงินเดือน 300 บาท
แต่ไม่เคยมีเงินเก็บ เพราะต้องส่งเสียให้น้องๆ
เรียนหนังสือและมีอนาคตที่ดี

นายประเสริฐเล่าถึงโชคชะตาชีวิตในช่วงหนึ่งว่า
ขณะที่ทำงานอยู่ในโรงกลึงช่วงนั้นอายุประมาณ 16 ปี
ได้มีชายคนหนึ่งอายุมากกว่าราว 5-6 ปี มาหาเพื่อนในโรงกลึง
เขาเห็นตนอาจจะถูกชะตา ได้เอ่ยถามว่าชื่ออะไร เรียนจบชั้นไหน
ตนตอบไปด้วยความซื่อว่า เรียนไม่จบ ป.4 เนื่องจากทางบ้านมีฐานะยากจน
ชายคนนั้นเลยถามต่อไปอีกว่า อยากจะเรียนหนังสือไหม อั๊วจะส่งลื้อไปเรียน
และออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

ตนก็ตอบตกลงด้วยความดีใจว่าชายคนนั้นไม่ความคุ้นเคยรู้จักกับตนมา
ก่อนเลยแต่ทำไมถึงมีความหวังดีกับตน
สมัยนั้นตนได้เรียนหนังสือในระบบการศึกษาผู้ใหญ่
พร้อมนำไปฝากทำงานเป็นช่างฟิตในโรงสีข้าวแห่งหนึ่ง
ทำงานเป็นช่างรับติดตั้งเครื่องจักรในโรงสี ได้เงินเดือน 1,200 บาท
ซึ่งถือเป็นเงินที่มากที่สุดสำหรับตนในชีวิตแล้วช่วงนั้น

ด้วยความมุมานะไม่ย่อท้อกับงานทำให้มีความชำนาญเกี่ยวกับการติดตั้ง
เครื่องโรงสีข้าว
เถ้าแก่จึงได้มอบหมายให้ไปติดตั้งเครื่องโรงสีตามโรงสีทั้งในและตามจังหวัด
ต่างๆ ที่เถ้าแก่รับงานมา
ถึงแม้จะเป็นงานหนักต้องเดินทางไปติดตั้งครั้งละเป็นเดือนๆ ก็ตาม
จนตนมีเงินเก็บสะสมได้มากพอสมควร

ต่อมาไม่นานตนได้ลาออกมาเป็นลูกจ้างอยู่ที่โรงสีเทพนางรอง
อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ จนแต่งงานมีครอบครัวกับ นางวงเดือน แซ่เต็ง
มีบุตรด้วยกัน 4 คน เป็นหญิง 1 ชาย 3 คน ขณะนี้มีครอบครัวหมดแล้ว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า
หลังจากมีครอบครัวแล้วก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
จึงได้ไปซื้อรถยนต์บรรทุกแบบทหาร มาใช้รับจ้างรับ-ส่งผู้โดยสาร
พร้อมรับซื้อเป็ด ไก่ ข้าวเปลือกมาขายได้กำไรดีมาก มีกำไรตกวันละ 1,000
บาทถือว่าเป็นเงินที่มากพอสมควรในช่วงนั้น
จึงได้เก็บหอมรอมริบไปซื้อที่ดินสร้างโรงสีข้าวขึ้นเอง
และขยายกิจการเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันตนมีฐานะอยู่ในขั้นเศรษฐี
มีตำแหน่งทางสังคมเป็นรองกรรมการสโมสรไลออนส์ อ.นางรอง
และรองกรรมการสมาคมศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนางรอง
ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นช่วยงานสังคม ทั้งกำลังกาย
และกำลังทรัพย์ทุกด้าน มีกิจการเป็นโรงสีข้าวใหญ่ที่สุดใน อ.นางรอง
มีฟาร์มหมู 15 แห่ง แม่พันธุ์หมูกว่า 500 ตัว และลูกหมูมากกว่า 9,000 ตัว
ซึ่งพ่อค้าหมูใน จ.ชลบุรี และสุพรรณบุรีมารับซื้อหมูที่ฟาร์มตนทั้งนั้น
และยังมีที่ดินกว่า 500 ไร่ ทำการเกษตรแบบชีวมวล
โดยการหมุนเวียนนำรำข้าวมาเลี้ยงปลาและหมู
เอาแกลบเป็นพลังงานทดแทนปั่นไฟใช้สำหรับเครื่องทำความเย็นในฟาร์มหมู

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า
ผู้มีพระคุณที่ส่งเสริมให้กำลังใจและคอยช่วยเหลือ จนทำให้มีชีวิตร่ำรวย
คือ นายจันเหาะ แซ่ว่อง ซึ่งมีอายุแก่กว่าตนประมาณ 5 - 6 ปี
ปัจจุบันไม่ทราบอยู่ที่ไหน จำได้ว่าไม่ได้เจอกันมานานกว่า 50 ปีแล้ว
แต่ทุกวันนี้ยังระลึกถึงตลอดเวลา
และอยากพบหน้าเพื่อตอบแทนพระคุณก่อนที่ตนจะเสียชีวิต
ที่ผ่านมาเคยไปตามหาแถวสาทรใต้ กรุงเทพฯ
เพราะทราบว่าผู้มีพระคุณทำงานอยู่ที่บริษัทยนตรกิจ ย่านสุริวงศ์
แต่ก็ไม่พบ

ถึงแม้จะมีความพยายามไปขอความอนุเคราะห์
ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน ที่ว่าการอำเภอนางรอง ช่วยหาชื่อ นายจันเหาะ
แซ่ว่อง แต่ก็ไม่พบอยู่ในสารระบบ โดยเจ้าหน้าที่ได้บอกว่า
ผู้ที่ตามหานั้น อาจเปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยน"แซ่" เป็นนามสกุลอื่น
จึงไม่สามารถตามหาพบได้ เพราะในช่วงนั้นเทคโนโลยียังด้อยกว่าปัจจุบันมาก
ทุกวันตนได้เฝ้าแต่ถามตัวเองว่า นายจันเหาะ ผู้มีพระคุณ
ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หากเสียชีวิตไปแล้ว
ก็คงมีทายาทให้สามารถติดต่อรับรู้เรื่องราวต่างๆ ของนายจันเหาะได้

ขณะนี้ร่างกายก็แก่ชราลงทุกวัน เพราะมีอายุถึง 72 ปีแล้ว
และไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานสักแค่ไหน
แต่สิ่งสุดท้ายที่อยากทำก่อนตาย คืออยากตอบแทนพระคุณ นายจันเหาะ
ที่ทำให้ตนและครอบครัวมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีในปัจจุบัน หากใครพบเจอ
นายจันเหาะ หรือทายาทที่เป็นบุตรหลาน ของผู้มีพระคุณท่านนี้
ก็อยากให้แจ้งมาให้ทราบด้วย
เพื่อที่จะได้ไปพบและตอบแทนพระคุณตามที่ได้ตั้งใจไว้

"อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีสื่อบางสื่อได้นำเรื่องราวชีวิตไปตีแผ่
ได้มีผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้ยากไร้ และมูลนิธิต่างๆ
โทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือและขอรับบริจาคทั้งเงินและสิ่งของเป็นจำนวนมาก
จนเกรงว่าอาจส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิต
และการประกอบธุรกิจในครอบครัวได้
เพราะก็ไม่ทราบว่าผู้ที่โทรศัพท์เข้ามานั้นมีจุดประสงค์ใดแอบแฝงอยู่หรือไม่
" นายประเสริฐ กล่าวตัดพ้อในตอนท้าย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072849

ศาลอุทธรณ์สั่งกรมทางฯชดใช้กว่า 2 ล้าน-คดี 3 พ่อลูกทนทุกข์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนาน 7 ปี

บุรีรัมย์ - ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดีอุทาหรณ์หน่วยงานรัฐชุ่ย
สั่งกรมทางหลวงชนบทชดใช้ค่าเสียหายกว่า 2 ล้าน ให้ 3
พ่อลูกหลังยื่นฟ้องประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ภรรยาเสียชีวิต
เผยทนทุกข์สู้คดีมานานกว่า 7 ปี
ขณะตัวเองเจ็บสาหัสพิการเดินไม่ได้ต้องเป็นหนี้กู้เงินมารักษาตัวเอง
และเป็นค่าเล่าเรียน-เลี้ยงดูลูกสาว 2 คน ทนายแฉสุดพิลึก
ตร.ตั้งข้อหาสามีขับ
จยย.ประมาทตกช่องถนนขาดทำผู้อื่นถึงแก่ชีวิตเพื่อเอาประกันแค่ 4 หมื่น
ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นความประมาทเลินเล่อของกรมทางฯ
ไม่ซ่อมแซมถนนขาดชำรุด

วันนี้ (26 มิ.ย.) นายวิวุฒิ มณีนิล
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และ นายพลกฤต เนาว์ประโคน
ประธานสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวแทนมอบเช็คเงินสดจำนวน
2,085,833 บาท ให้กับ นายสุนันท์ สืบสิงห์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3
หมู่ 13 ต.นิคม อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3
มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้กรมทางหลวงชนบท
ชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายสุนันท์ สืบสิงห์ และ บุตร 2 คน
กรณีกรมทางหลวงชนบทกระทำโดยประมาท ไม่ซ่อมแซมถนนสาย
บ้านหนองตาด-บ้านดงเย็น หมู่ ที่ 4 ต.โนนขวาง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์
ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2546 นายสุนันท์ สืบสิงห์
ด.ญ.สุมาตรา สืบสิงห์ และ ด.ญ.สุมัสสา สืบสิงห์ บุตรสาว ได้เป็นโจทก์
ยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบท ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่ง
หมายเลขดำที่ 2711/2546

โดยคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2545 เวลาประมาณ 19.00 น.
นายสุนันท์ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ธ 5820 บุรีรัมย์ โดยมี
นางสติม ภรรยา ซ้อนท้ายไปตามถนนสายบ้านกระทุ่ม-อ.คูเมือง จากบ้านหนองตาด
ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง มุ่งหน้าไปตามถนนทางบ้านกระทุ่ม
ขณะขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบ้านดงเย็น ต.โนนขวาง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์

ปรากฏ ว่า ถนนเส้นดังกล่าว ชำรุด ขาดการซ่อมแซม
ซึ่งเป็นความประมาท ของกรมทางหลวงชนบท
จนทำให้รถจักรยานยนต์ตกลงไปในช่องถนนขาด เป็นเหตุให้ นางสติม ภรรยา
เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วน นายสุนันท์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส
หลังพิการเป็นอัมพาต จนถึงปัจจุบัน

ต่อมา นายสุนันท์ พร้อมลูกสาวทั้ง 2 คน
ได้เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์
โดยสภาทนายความบุรีรัมย์ มอบหมายให้ นายพลกฤต เนาว์ประโคน
เป็นทนายความยื่นฟ้อง กรมทางหลวงชนบท ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่
21 พ.ย.2546 โดยฟ้องเป็นคดีอนาถา

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีคำพิพากษา เป็นคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่
585/2548 เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2548 ตัดสินให้กรมทางหลวงชนบท
ชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายสุนันท์ และบุตรสาว 2 คน เป็นเงินจำนวน
1,505,147 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 1,408,325
บาท

ต่อมากรมทางหลวงชนบท ได้ยื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2548
และศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2551
ตัดสินยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ให้กรมทางหลวงชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายสุนันท์ และบุตร
เป็นจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ย ทั้งสิ้น 2,085,833 บาท
โดยศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 11
ก.พ.2552

ด้าน นายพลกฤต เนาว์ประโคน ประธานสภาจังหวัดบุรีรัมย์
และเป็นทนายความที่รับผิดชอบคดีนี้ กล่าวว่า
คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างสำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่ปล่อยปละละเลยหน้าที่
เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ
ถือเป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจที่ประชาชนยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ
และศาลตัดสินให้ชนะคดี

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า
หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและตั้งข้อหา นายสุนันท์
สืบสิงห์ ขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
และทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย
เพียงเพื่อให้ได้รับเงินประกันตามกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกว่า
40,000 บาท เท่านั้น โดยให้มารดาของ นางสติม
ผู้ตายเป็นผู้มาเซ็นชื่อไม่ติดใจเอาเรื่องกับ นายสุนันท์ สามี นางสติม
เอง ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นความประมาทเลินเล่อของกรมทางหลวงชนบท

ด้าน นายสุนันท์ สืบสิงห์ อายุ 46 ปี
กล่าวด้วยความปลาบปลื้มทั้งน้ำตา ว่า
หลังจากพนักงานสอบสวนกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดทำให้ภรรยาเสียชีวิต
แต่มาวันนี้ศาลได้พิพากษาให้ชนะคดี
และชดใช้ค่าเสียหายให้กับตนและบุตรสาวทั้งสองคน
ต้องขอขอบคุณสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ช่วยต่อสู้คดีมาถึง 7 ปี
โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ รู้สึกซาบซึ้ง และจะไม่มีวันลืม
ถึงแม้จะไม่ลืมเหตุการณ์วันที่สูญเสียภรรยา
และเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
ซึ่งตนเองต้องพิการเป็นอัมพาตขาทั้ง 2 ข้างเดินไม่ได้
ไม่สามารถทำงานเลี้ยงบุตรทั้งสองคนได้ ทำให้ต้องไปยืมเงินจากญาติพี่น้อง
และกู้เงินเป็นหนี้สินร่วม 200,000 บาท
เพื่อมาเป็นค่าเล่าเรียนบุตรและค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งลำบากมาก

นายสุนันท์ กล่าวอีกว่า ส่วน เงินที่ได้ในวันนี้
จะนำไปชดใช้หนี้สินที่ยืมมารักษาตัวและส่งลูกสาวทั้งสองเรียนหนังสือมาตลอด
ช่วง 7 ปี ที่เหลือก็จะเก็บไว้เป็นทุนให้ลูกสาวทั้งสองเรียนหนังสือจนกว่าจะจบการศึกษา
เพราะตนไม่สามารถประกอบอาชีพได้เหมือนก่อน

นายวิวุฒิ มณีนิล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า
คดีในกรณีเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
แต่มีประชาชนมาฟ้องร้องต่อศาลน้อยมาก
ประกอบกับประชาชนไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อหน่วย
งานของรัฐได้ ที่ผ่านมา
จะเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องประชาชนที่ทำทรัพย์สินของทางราชการเสียหายมากกว่า
สำหรับคดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ของคดีแพ่งที่น่าสนใจคดีหนึ่ง
ที่ประชาชนฟ้องร้องชนะหน่วยงานของรัฐ

"ศาลไม่ส่งเสริมให้ประชาชนหรือคู่กรณีมีการฟ้องร้องซึ่งกันและกัน
ทำให้เสียเวลาและเงิน อยากให้มีการเข้ามาปรึกษาและไกล่เกลี่ย
ยอมความกันที่ศาลจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
เป็นคดีความฟ้องร้องกันไม่มีที่สิ้นสุด" นายวิวุฒิ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภาย หลังจากที่ นายสุนันท์
ได้รับเช็คเงินสดและนำไปขึ้นแล้ว ได้มอบเงินจำนวน 300,000 บาท
ให้กับสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์
เพื่อเป็นกองทุนสำหรับดำเนินการช่วยเหลือผู้ยากจนที่มาร้องทุกข์ขอความเป็น
ธรรมกับสภาทนายความด้วย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072597

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สลด! พิษรักสามเส้า 2 หนุ่มสาวบุรีรัมย์คิดคว้า 9 มม.จ่อขมับดับทั้งคู่

บุรีรัมย์ - สลด 2 หนุ่มสาว แก้ปัญหาปมรักสามเส้าไม่ตก ควบ
จยย.ยึดป้อมยามร้างทางเข้าค่ายลูกเสือ เคลียร์ปัญหารักแก้ไม่ตก โทรฯ
แจ้งน้าสาวมารับศพ ก่อนลั่นไกปืน 9 มม. เข้าขมับแฟนสาวตายต่อหน้า
จากนั้นหันปากปืนจ่อขมับตัวเองจบชีวิตรักทั้งสองคน

ช่วงบ่ายวันนี้ ( 25 มิ.ย.) พ.ต.ต.สยาม เกียรติบรรจง สารวัตเวรฯ
สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเหตุวัยรุ่นยิงกันตาย 2 ศพ
บริเวณข้างป้อมยาม ทางเข้าค่ายลูกเสือ บ้านน้ำซับ หมู่ 13 ต.เสม็ด
อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จึงได้รายงานให้ พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์
ผบก.บุรีรัมย์ พ.ต.อ.วีรวรรธน์ เธียรสุวรรณ รอง ผบก.บุรีรัมย์
พ.ต.อ.รุทธพล เนาวรัตน์ ผกก.ทราบ ก่อนจะรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์
และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์

ที่เกิดเหตุบริเวณป่าเขากระโดง ห่างจาก ถนนสายบุรีรัมย์- สุรินทร์
ประมาณ 10 เมตร ตรงป้อมยาม ทางเข้าค่ายลูกเสือบุญญานุศาสน์
พบชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูศพ 2 วัยรุ่น ชายหญิงนอนเสียชีวิตใกล้
กับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีแดง หมายเลขทะเบียน กลว 554 บุรีรัมย์
ที่ตะแกรงด้านหน้ามีน้ำอัดลมว่างอยู่ 1 ขวด

ทราบชื่อผู้ตาย คือ น.ส.ปนัดดา แก้วศรี อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่
186 หมู่ 18 บ.หนองปรือพัฒนา ต.สวายจีก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สภาพศพ
ถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มม. ดาวแดง จำนวน 1 นัด
เข้าที่ขมับซ้ายทะลุหางคิ้วขวา นอนเสียชีวิต โดยมีร่างนายฉลาด เกรยรัมย์
อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 167 หมู่ 17 บ.เอกมัย ต.สวายจึก อ.เมือง
จ.บุรีรัมย์ ถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาดเดียวกัน จำนวน 1 นัด
เข้าที่ขมับขวาทะลุเหนือหูซ้าย นอนเสียชีวิตทับร่าง น.ส.ปนัดดา
จมกองเลือดเป็นที่น่าสยดสยอง และ ยังพบปืนขนาด 9 มม.
ตกอยู่ระหว่างขาบนแขนของผู้ตายทั้งสอง ใกล้กันพบปลอกกระสุนปืนตกอยู่
จำนวน 2 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถาม นางสาวแอ๋ว ไชยสุวรรณ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 132
หมู่ 17 บ.สวายจีก ต.สวายจีก อ.เมือ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นน้าสาวของ
นายฉลาด ผู้ตาย กล่าวว่า เมื่อประมาณช่วงเที่ยงวันเศษ ของวันนี้ นายฉลาด
ได้โทรศัพท์เข้ามือถือของตนแต่หลานเป็นคนรับ บอกว่า ให้มารับศพนายฉลาด
ด้วย ตรงบริเวณป้อมยามทางเข้าค่ายลูกเสือ แต่ตนคิดว่าหลานชายพูดเล่น
จึงไม่สนใจ จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานกว่า 1 ชั่วโมง
ได้โทรศัพท์กลับเข้ามือถือนายฉลาด แต่ไม่มีคนรับโทรศัพท์
จึงพากันมาดูตรงป้อมยามตามที่นายฉลาดบอก
และตกใจเมื่อพบศพนายฉลาดนอนเสียชีวิตกับนางสาวปนัดดา แล้ว
ก่อนจะโทรศัทพ์แจ้งตำรวจ

ด้าน นายสมจิตร เกรยรัมย์ บิดา นายฉลาด ผู้ตาย กล่าวว่า
ลูกชายไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ นานๆ จะกลับมาบ้านสักครั้ง
และครั้งนี้เพิ่งกลับมาบ้านได้ 3 วัน โดยลูกชายได้คบหากับ น.ส.ปนัดดา
เมื่อเดือน มกราคม 2552 ที่ผ่านมา น.ส.ปนัดดา ได้ไปมาหาสู่กับลูกชายประจำ
จนเป็นที่รับรู้ของคนในหมู่บ้าน แต่ น.ส.ปนัดดา
มีสามีแล้วเป็นเพื่อนกับลูกชายตนด้วย และอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

"ตั้งแต่เช้าไม่เจอลูกชาย เพราะออกไปทุ่งนา
จนกระทั่งบ่ายหลานไปบอกว่า ลูกชาย ถูกยิงเสียชีวิต
ไม่คิดว่าลูกชายจะแก้ปัญหาชีวิตด้วยวิธีนี้
น่าจะมาปรึกษาพ่อแม่หาทางแก้ออกของปัญหาร่วมกันจะดีกว่า"นายสมจิตร กล่าว

ชาวบ้านรายหนึ่ง เล่ากับผู้สื่อข่าว ว่า น.ส.ปนัดดา
มักจะถูกสามีใช้กำลังตบตีประจำ จนน.ส.ปนัดดาทนไม่ไหวบอกเลิก
แต่สามีของน.ส.ปนัดดา ก็ยังไปมาหาสู่กับน.ส.ปนัดดา เป็นปกติ มาระยะหลัง
น.ส.ปนัดดา ได้มาคบกับ นายฉลาด และพยายามจะเคลียร์ปัญหารักกับสมี
เพื่อมาคบกับนายฉลาด อย่างจริงจัง แต่ไม่สามารถเคลียร์ได้
คาดว่าสุดท้ายจึงใช้หนทางจบชีวิตทั้งสองคนเป็นทางออกแทน

ทั้งนี้ น.ส.ปนัดดา นั้น พ่อแม่ แยกทางกัน พ่อ อยู่ที่กรุงเทพฯ
แม่อยู่ที่ จ.สุรินทร์ ส่วน น.ส.ปนัดดา มาอยู่กับยาย ที่ บ.หนองปรือพัฒนา
ต.สวายจีก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และได้สามีที่บ้านสวายจีก
อยู่กินกันมากว่า 2 ปี ไม่มีบุตร
ก่อนจะมาคบหากับนายฉลาดและจบชีวิตลงทั้งสองดังกล่าว

พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์
กล่าวภายหลังร่วมตรวจสอบที่เหตุและสอบสวนญาติผู้ตายว่า
ผู้ตายทั้งสองได้พากันนั่งรถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุเพื่อตกลงเคลียร์ปัญหา
รักสามเส้า ที่ยังเป็นปมปัญหาอยู่ เพราะ น.ส.ปนัดดา มีสามีอยู่แล้ว
แต่คาดว่าไม่สามารถเคลียร์ปัญหาได้

จากนั้นนายฉลาดได้โทรศัพท์บอกน้าสาวให้มารับศพด้วย
จึงได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนที่นำติดตัวมาด้วย จ่อยิงเข้าที่ขมับแฟนสาว
ก่อนใช้ปืนกระบอกเดียวกันลั่นไกปิดชีวิตตัวเองตายตามดังกล่าว
ส่วนสาเหตุอื่นได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนได้สืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงการ
ตายของทั้งสองคนต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

งมพบวัตถุโบราณพระเครื่องอื้อ - หลังมีคนขับเก๋งมาทิ้งสระน้ำคาดกลัวความผิ

บุรีรัมย์ - ชาวบ้าน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
พบชายลึกลับขับรถเก๋งนำสิ่งของมาทิ้งในสระน้ำกลางดึกนึกว่าเป็นศพ
แจ้งตำรวจนำนักประดาน้ำหน่วยกู้ภัยลงงมพบเป็นวัตถุโบราณ พระเครื่อง
พระพุทธรูป เหรียญ เครื่องรางจำนวนมาก คาดคงขโมยมากลัวผิดหรือถูกหลอน
ด้านตำรวจตามล่าตัวมาสอบ ประชาชนแห่ขอโชค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เย็นวานนี้(24 มิ.ย.)พ.ต.อ.เอกชัย
ปรัชญาวุฒิรัตน์ ผกก.สภ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจาก นายเฉลิมพล
นิรันดร์ปกรณ์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรวด ว่า ได้มีชาวบ้านมาแจ้งว่า
เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. มีคนขับรถยนต์เก๋งไม่ทราบสี ยี่ห้อ
และหมายเลขทะเบียน มาจอดข้างสระน้ำ ในชุมชนกำนันเร็ม ม.3 ต.ปราสาท
อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
จากนั้นได้ยินเสียงเหมือนมีการโยนสิ่งของลงไปในสระน้ำ
ก่อนขับรถยนต์หลบหนีไป ชาวบ้านเกรงว่าจะเป็นการนำศพ
หรือสิ่งผิดกฎหมายมาทิ้ง จึงมาแจ้งตำรวจเพราะสระน้ำดังกล่าวลึกมาก
อยากให้ไปตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงส่งกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
พร้อมประสานไปยังหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์ และชุดประดาน้ำ
มาช่วยงมค้นหาสิ่งต้องสงสัยดังกล่าว โดยมีประชาชนมามุงดูจำนวนมาก

หลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย ใช้เวลางม นานกว่า 3 ชั่วโมง
จึงพบว่าสิ่งที่สงสัยนั้น เป็นวัตถุโบราณจำนวนหนึ่ง ได้แก่ พระพิฆเนศ
หน้าตักประมาณ 3 นิ้ว จำนวน 2 องค์ , พระพุทธรูปหน้าตรง หน้าตักประมาณ 5
นิ้ว จำนวน 1 องค์ , พระพุทธรูป ประจำวันเสาร์ จำนวน 1 องค์
แจกันทองเหลืองโบราณ หลายชิ้น พร้อมกระถางธูปทองเหลือง
และพบเหรียญหลวงพ่อชื่อดัง จำนวนมาก ซึ่งเป็นรุ่นเก่ามีราคา
และพบมีดตัดลูกนิมิตของวัดบ้านกรวด อ.บ้านกรวด
ที่ลงอักขระไว้ด้วยโดยทั้งหมดถึงบรรจุไว้ในถุงพลาสติก

จากการสอบถาม นายบุญเกิด หนูประโคน อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่
12/6 ชุมชนกำนันเร็ม ซึ่งบ้านอยู่ใกล้สระน้ำ เล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ
03.00 น. ได้ยินเสียงรถยนต์เก๋งไม่ทราบสี ยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียน
ขับมาจอดซึ่งมืดมาก จากนั้นมีชายคนหนึ่งลงมาจากรถ
พร้อมกับยกถุงออกมาโยนลงสระน้ำ ก่อนจะขึ้นรถขับหลบหนีไปอย่างเร่งรีบ

รุ่งเช้าตนจึงรีบแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
และนายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรวด เกรงว่าถุงที่โยนลงน้ำจะเป็นศพ
หรือสิ่งผิดกฎหมาย เพราะสระน้ำแห่งนี้ เป็นสระน้ำที่ประชาชนใช้อุปโภค
บริโภค แต่หลังจากงมพบกลายเป็นพระเครื่อง ของโบราณ เครื่องราง
ก็รู้สึกโล่งใจ

ทางด้านตำรวจสันนิษฐานว่า คนที่นำมาทิ้งอาจไปขโมยมาจากวัด
เกรงความผิดหรือถูกหลอน หรืออาจทำไสยศาสตร์
เพื่อวัตถุประสงค์ใดไม่ทราบจึงนำมาทิ้ง โดยขณะนี้วัตถุโบราณ หรือ
พระทั้งหมดได้นำไปเก็บไว้ที่วัดบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
ซึ่งมีหลวงปู่ผาด หรือพระวิบูลย์ ปัญญารัตน์ พระเกจิชื่อดังของภาคอีสาน
เป็นเจ้าอาวาส เพื่อเก็บรักษาไว้ก่อน
ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนติดตามคนนำมาทิ้ง
เพื่อสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังข่าวการงมพบวัตถุโบราณ
พระพิฆเนศ พระพุทธรูป แจกันทองเหลืองโบราณ กระถางธูปทองเหลือง
และเหรียญหลวงพ่อชื่อดัง จำนวนมาก แพร่สะพัดออกไป
ได้มีประชาชนหลั่งไหลมากราบไหว้และขอโชคลาภกันเป็นจำนวนมาก


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071598

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กาชาดบุรีรัมย์พร้อม "สพท." เยี่ยมบ้านช่วยเหลือนักเรียนยากไร้

บุรีรัมย์ - นายกเหล่ากาชาดบุรีรัมย์ พร้อมสพท. เขต 1
และจนท.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ออกเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนที่ยากไร้ขาดแคลน
พร้อมมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัว

วันนี้ (21 มิ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. นางพยอม สุระสัจจะ
นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายธีรวุฒิ เจริญรัมย์
รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) บุรีรัมย์ เขต 1
และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ได้ออกเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนที่ยากไร้ขาดแคลน
ตามโครงการสัปดาห์เยี่ยมบ้านนักเรียน
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่บ้านโคกตาสิงห์ และ
บ.สวายจีก ต.สวายจีก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

พร้อมทั้งได้นำเครื่องอุปโภคบริโภค
สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และเงินจำนวนหนึ่ง
ไปมอบให้กับครอบครัวของเด็กนักเรียนที่มีฐานะยากจนดังกล่าวด้วย
เพื่อเป็นการเทาความเดือดร้อน
และช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว
โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังประสบปัญหาภาวะวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในขณะนี้

นางพยอม สุระสัจจะ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า
การออกเยี่ยมครอบครัวเด็กนักเรียนในครั้งนี้
เป็นการบูรณาการให้ความช่วยเหลือครอบครัวนักเรียนที่มีฐานะยากจน
ซึ่งจากการออกเยี่ยม
พบว่าเด็กบางคนไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่จะอาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง
เนื่องจากพ่อแม่ไปทำงานยังต่างจังหวัด
จึงเกรงว่าเด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นปัญหาของสังคม
จึงได้ให้มีการจัดเก็บข้อมูลไว้
เพื่อหาแนวทางให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมต่อไป

ด้านนายธีรวุฒิ เจริญรัมย์
รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 กล่าวว่า
โครงการสัปดาห์เยี่ยมบ้านนักเรียน
เป็นนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ที่ให้ทุกโรงเรียนนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
มาใช้ในการป้องกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียน
ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของนักเรียน

"ดัง นั้น จึงได้จัดสัปดาห์เยี่ยมบ้านนักเรียนขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
โดยให้คณะครูออกเยี่ยมบ้านนักเรียนเพื่อทำความรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
ให้รับทราบถึงสภาพครอบครัวของนักเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
หากพบว่ามีปัญหาเพื่อจะได้หาแนวทางช่วยเหลือแก้ไขได้อย่างทันท่วงที"
นายธีรวุฒิ กล่าว

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บุรีรัมย์ตื่นเร่งเชือด "อบต.โคตรโกง" เผยร้องกว่า 120 เรื่องดำเนินคดีเพียง 4 แห่ง

บุรีรัมย์ - จังหวัดบุรีรัมย์เร่งสางทุจริตใน อปท.โดยเฉพาะ "อบต."
ล่าสุดมีเรื่องร้องเรียนมากกว่า 120 เรื่อง ระบุดำเนินคดีไปแล้วเพียง 4
แห่ง เหตุเบิกจ่ายงบฯเป็นเท็จแห่งละ 4- 15 ล้าน และ ส่งเรื่องให้ป.ป.ช.
อีกกว่า 20 เรื่อง เผย "อ.เมือง-พุทไธสง-นางรอง-ประโคนชัย"
ถูกร้องโกงมากสุด ขู่เชือดขรก.ผู้เกี่ยวข้องทุจริตทั้งทางตรง-อ้อม
ไม่มีเว้น

นายเสริม ไชณรงค์ รองผู้ว่าราราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า
จังหวัดบุรีรัมย์ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตกรณีการดำเนินงาน
ขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ค่อนข้างมาก
จึงได้เร่งรัดดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว
ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนการทุจริตของ อบต.ทั้งจังหวัดจำนวน121 เรื่อง
จากจำนวนเรื่องร้องเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ของ
จ.บุรีรัมย์ทั้งหมด 131 เรื่อง ในจำนวนนี้มีเทศบาล และ
องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)เพียงแห่งละ 5
เรื่องเท่านั้นที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสอบสวน

ทั้งนี้เรื่องร้องเรียนทุจริตส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการจัดซื้อจัด
จ้าง และความไม่โปร่งใสในขั้นตอนการดำเนินการโดยเฉพาะการดำเนินการโครงการก่อนมี
สัญญาจ้าง ที่เหลือเป็นเรื่องของการประกวดราคาก่อสร้างต่ำกว่าราคากลาง
หรือ การเสนอราคาที่สูงกว่าราคากลาง
ซึ่งประชาชนผู้ร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวระบุว่า
มีการร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทผู้รับเหมา

"ล่า สุดได้ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่การเงินและผู้เกี่ยวข้องของ
อบต.รวม 4 แห่ง ที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นเท็จ เป็นเงินแห่งละ 4 - 15
ล้านบาท และให้นายอำเภอเข้ากำกับดูแลการดำเนินงานของ
อบต.ให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นด้วย" นายเสริม กล่าว

นายเสริม กล่าวต่อว่า
อำเภอที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดอยู่ในเขตพื้นที่ของอำเภอเมืองบุรีรัมย์,
พุทไธสง , นางรอง และ อ.ประโคนชัย ซึ่งทางจังหวัดฯ ได้สรุปเรื่องส่งให้
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
พิจารณาดำเนินการกว่า 20 เรื่อง
ส่วนที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง

สำหรับสาเหตุที่มีเรื่องร้องเรียนค้างจำนวนมาก นั้น
เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนทั้งทางแพ่ง และ ทางวินัย
ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร

นายเสริม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การดำเนินการของ อบต.ในหลายเรื่อง
มีการท้วงติงจากผู้ตรวจการแผ่นดิน และ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)
ถึงความไม่โปร่งใส ซึ่งการสอบสวนกรณีการทุจริตของ
อปท.ทุกเรื่องหากพบว่ามีข้าราชการคนใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าทางตรง
หรือทางอ้อม จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย
ทั้งทางวินัยและอาญาไม่มีการละเว้น

"อย่าง ไรก็ตามที่ผ่านมา
ทางจังหวัดบุรีรัมย์ได้ประชุมชี้แจงและซักซ้อมแนวทางปฏิบัติแก่ นายก อบต.
มาอย่างต่อเนื่อง
รวมทั้งได้ให้ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้าน
การเงินเข้ารับการอบรมด้วย
เพื่อมอบแนวทางปฏิบัติและเป็นการป้องกันการทุจริต" นายเสริม กล่าว
ในตอนท้าย

บุรีรัมย์ร่วมทหารปลูกป่าคืนความสมดุลธรรมชาติ-เฉลิมพระเกียรติในหลวง

บุรีรัมย์ - อบต.ผไทรินทร์ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ร่วมจังหวัดทหารบก
และกองพันทหารปืนใหม่ที่ 23 นครราชสีมา นำชาวบ้านนักเรียนกว่า 1,000 คน
ปลูกต้นไม้ทดแทนพื้นที่ป่ากว่า 5,000 ต้นคืนความสมดุลสู่ธรรมชาติ
และลดภาวะโลกร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันนี้ (19 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การบริหารส่วนตำบล
(อบต.) ผไทรินทร์ ร่วมกับจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ และกองพันทหารปืนใหญ่ที่
23 จ.นครราชสีมา นำคณะเจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน และนักเรียน กว่า 1,000 คน
ปลูกต้นไม้ เช่น ต้นยางนา มะค่าโมง ประดู่ และต้นฝ้ายคำ
ในพื้นที่ป่าสาธารณะ บ.โคกงิ้ว ต.ผไทรินทร์ อ.ลำปลายมาศ กว่า 5,000 ต้น
เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 7 รอบ 84 พรรษา ในปี 2554

รวมทั้งเป็นการคืนความสมดุลสู่ธรรมชาติ
ลดภาวะโลกร้อนให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล และทดแทนพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรม
หลังถูกชาวบ้านเข้าไปบุกรุกแผ้วถาง พร้อมกันนี้ ยังได้มอบพันธุ์กล้าไม้
ให้กับตัวแทนชาวบ้านนำไปปลูกตามหมู่บ้านและชุมชนด้วย

นายสมพงษ์ ตาชูชาติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์
เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านและเยาวชนให้รักษ์หวงแหน
พื้นที่ป่า ไม่บุกรุกแผ้วถางตัดไม้ทำลายป่า
ซึ่งเดิมพื้นที่ป่าดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่กว่า 37 ไร่
ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน 5 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 3 ,11, 16 ,18
และหมู่ที่ 19 แต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าดังกล่าวเหลือเพียงประมาณ 20
ไร่เท่านั้น เนื่องจากได้ถูกชาวบ้านเข้าไปบุกรุกแผ้วถาง ตัดไม้
และจับจองเป็นที่ทำกิน ดังนั้น
จึงจำเป็นต้องสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านได้เล็งเห็นความสำคัญของป่า
และหันมาอนุรักษ์ร่วมกัน

ด้าน พ.อ.เสริมศักดิ์ นิยะโมสถ
รองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ ได้กล่าวหลังเป็นประธานปลูกต้นไม้
ว่า หน่วย ทหารได้ร่วมกับประชาชนในชุมชน และหน่วยงานต่างๆ
ในการปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ที่เสื่อมโทรม
ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตลอดทุกปีอยู่แล้ว
และจะดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทั้ง 23 อำเภอ

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000069573

สองสามีชาวบุรีรัมย์ร้องสภาทนายความถูกเต็นท์รถตุ๋น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 มิถุนายน 2552 15:02 น.
บุรีรัมย์ - สองสามีภรรยาชาวบุรีรัมย์บุกร้องสภาทนายความ
ให้ช่วยเหลือฟ้องร้องเอาผิดเต็นท์รถมือสอง หลังถูกหลอกซื้อขายรถ
ด้านสภาหมอความยืนยันจะให้ความช่วยเหลือ
โดยทำหนังสือแจ้งให้เต้นท์รถหน้าเลือดออกมารับผิดชอบ
ไม่เช่นนั้นจะฟ้องร้องเอาผิดตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 มิ.ย.) นายถนอม จันทอง อายุ 60
และนางบุญเลี้ยง จันทอง อายุ 58 ปี สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 10
บ้านกะลันทา ต.กระสัง อ.เมือง เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับนายพลกฤต
เนาว์ประโคน ประธานสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์
หลังได้นำรถยนต์ไปซื้อขายแลกเปลี่ยนที่เต้นท์รถมือสอง "สมบูรณ์ยนตรการ"
ที่ อ.สตึก ซึ่งทางเต๊นท์รถดังกล่าวได้ตีราคารถคันดังกล่าวให้ 120,000
บาท พร้อมหักค่างวดที่ยังคงติดค้างไฟแนนซ์ 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
เหลือเงิน 81,000 บาท

จากนั้นทางเต็นท์ได้ให้นำรถยนต์มือสองภายในเต็นท์ที่มีสภาพใหม่กว่า
คันเดิม ที่นายถนอมเลือกที่จะเช่าซื้อ ไปทดลองใช้เป็นเวลา 3 เดือน
หากไม่ถูกใจให้นำกลับมาคืน โดยทางเต๊นท์ให้นายถนอม เซ็นต์สัญญาบางอย่าง
จากนั้นได้นำรถไปทดลองขับเพียงวันเดียวเปลี่ยนใจได้นำรถกลับมาคืนให้กับทาง
ร้าน และขอเปลี่ยนรถคันเดิมคืน เพราะเกรงจะส่งค่างวดไม่ไหว
เนื่องจากมีราคาแพง

แต่ทางเต็นท์ปฏิเสธไม่ยอมให้เปลี่ยนรถคันเก่าคืน
อ้างว่าได้ขายรถคันดังกล่าวไปแล้ว ทางร้านไม่ยอมชดใช้ใดๆ
จนรู้ตัวว่าถูกหลอก
จึงได้เข้าร้องเรียนต่อสภาทนายความให้ช่วยเหลือฟ้องร้องเอาผิดกับเต็นท์รถ
ดังกล่าว

ด้าน นายพลกฤต เนาว์ประโคน ประธานสภาทนายความ กล่าวว่า
หลังรับเรื่องทางสภาทนายความ จะได้ทำหนังสือแจ้งให้เต็นท์รถมือสอง
คืนรถให้กับนายถนอม หากไม่สามารถนำรถมาคืนให้ได้
ก็ให้ชดใช้เป็นเงินตามสภาพของรถ

แต่เต็นท์ "สมบูรณ์ยนตรการ"
ไม่ยอมคืนรถหรือชดใช้เงินให้กับนายถนอม
ทางสภาทนายความก็จะดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จนท.ป่าไม้-ตัวแทนชาวบ้านเข้ารังวัดที่ป่าสงวนดงใหญ่แล้ว หลังถูกบุกรุกอื้อ

บุรีรัมย์ - เจ้าหน้าที่ป่าไม้ พร้อมตัวแทนชาวบ้านกว่า 300 คน
เข้าจับจีพีเอสทำรังวัดพื้นที่ป่าสงวนดงใหญ่ ที่บริษัทเอกชนหมดสัญญาเช่า
ตามมติที่ประชุมร่วมทั้งภาครัฐและภาคประชาชน
หลังชาวบ้านประท้วงเข้าบุกยึดแผ้วถางป่าเพื่อเข้าไปทำกิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
เจ้าหน้าที่ช่างรังวัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 นครราชสีมา
เจ้าหน้าที่ช่างรังวัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ 8 นครราชสีมา
เจ้าหน้าที่ช่างรังวัดจาก อบต.ลำนางรอง
และเจ้าพนักงานจากศูนย์ประสานงานป่าไม้ จ.บุรีรัมย์ พร้อมตัวแทนชาวบ้าน
และชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกินอีก 4 กลุ่มกว่า 300 คน
ได้ร่วมกันเข้าจับจีพีเอสทำรังวัดสอบเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่
ต.ลำนางรอง ที่บริษัทเอกชนได้หมดสัญญาเช่า

ทั้งนี้ เพื่อเทียบเคียงว่ามีพื้นที่ตรงกับฐานข้อมูลเดิมหรือไม่
ให้หายความคลางแคลงของทุกฝ่าย
หลังจากก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้ประท้วงเข้ายึดแผ้วถางป่าเพื่อจะจัดสรรทำกิน
กันเอง ซึ่งเบื้องต้นจะรังวัดเพียง 1 แปลงที่บริเวณ บ.คลองหิน
หากข้อมูลตรงกันแปลงที่เหลือก็จะไม่ทำการรังวัดใหม่
จะยึดฐานข้อมูลเดิมเป็นหลัก

จากนั้นจะเสนอต่อคณะกรรมการฯ ระดับอำเภอ และจังหวัด
เพื่อส่งเสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ขอความเห็นชอบให้ประชาชนเช่าทำกินตามข้อเรียกร้องดังกล่าวต่อไป
ส่วนจะอนุมัติให้เช่าหรือไม่ให้เช่านั้น
ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงฯเท่านั้น

นายวิชัยรัตน์ อินทนุพัฒน์ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน
ศูนย์ประสานงานป่าไม้บุรีรัมย์ กล่าวว่า
การลงพื้นที่มาทำรังวัดในครั้งนี้
เพื่อส่งข้อมูลให้ทางคณะกรรมการระดับอำเภอ
ส่วนจะได้รับการอนุมัติให้เช่าหรือไม่ให้เช่านั้นไม่สามารถทราบได้
เพราะไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจได้

ด้าน นายสุพล หมื่นศรีพรหม กรรมการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยภาคอีสาน
กล่าวว่า การทำรังวัดครั้งนี้ถึงแม้จะยังไม่ทราบว่าจะมีการอนุมัติให้ประชาชนเช่าทำ
กินหรือไม่ แต่ก็ทำให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกิน มีกำลังใจได้ในระดับหนึ่ง
ถึงแม้การพิจารณาจะเป็นอย่างไรก็ชาวบ้านก็ยังยืนยัน
จะเข้าไปทำกินในพื้นที่ดังกล่าวอยู่แล้ว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000067729

บุรีรัมย์พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 89 ราย เสียชีวิต 1 ราย

บุรีรัมย์ - สถานการณ์ไข้เลือดออก จ.บุรีรัมย์
ยังพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องมีผู้ป่วยเข้ารับการตรวจรักษาแล้ว 89 ราย
และชีวิตเป็นเด็กเสีย 1 ราย ขณะที่ สสจ.กำชับอนามัยตำบล
อสม.ร่วมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ระดมให้ความรู้ประชาชนและกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย

วันนี้ (14 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า
หลังจากมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ที่ จ.บุรีรัมย์
ส่งผลให้เอื้อต่อการเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลาย
ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อโรคไข้เลือดออกมาแพร่ระบาดสู่คน ล่าสุดที่
จ.บุรีรัมย์ พบผู้ป่วยเข้ารับการตรวจรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว 89 ราย
เสียชีวิต 1 ราย เป็นเด็กอายุ 6 ขวบ
รวมทั้งแนวโน้มสถานการณ์การระบาดจะรุนแรงต่อเนื่อง
เพราะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกมีน้ำขังในหลายพื้นที่

นพ.สมพงษ์ จรุงจิตตานุสนธิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์
กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวได้สั่งการให้สาธารณสุขอำเภอ
สถานีอนามัยประจำตำบล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
ที่มีอยู่ทุกหมู่บ้านทั้งจังหวัดกว่า 30,000 คน
ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ออกให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกัน
อย่างถูกวิธี พร้อมทั้งร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลาย
โดยการฉีดพ่นหมอกควัน หยอดทรายอะเบท
คว่ำภาชนะที่มีน้ำขังตามบ้านเรือนของราษฎร
เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคไข้เลือดออกด้วย

"ใน ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่มีการระบาดของไข้เลือดออกเป็นประจำทุกปี
โดยเฉพาะช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ทั้งนี้
หากพบว่าคนในครอบครัวมีอาการไข้สูงผิดปกติ
ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาโดยเร็ว
หากล่าช้าอาจมีอาการป่วยรุนแรงถึงขั้นช็อกเสียชีวิตได้" นพ.สมพงษ์ กล่าว

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บุรีรัมย์รณรงค์ล้างมือ ล้างใจ แทนคุณเทิดไท้ ในวันไหว้ครู

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by งานประชาสัมพันธ์ สสจ.บุรีรัมย์
นาย แพทย์สมพงษ์ จรุงจิตตานุสนธิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์
กล่าวในงานรณรงค์ล้างมือ ล้างใจ แทนคุณเทิดไท้ ในวันไหว้ครู ณ
โรงเรียนบ้านถนน ต.หัวถนน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์
ว่ากระทรวงสาธารณสุขจึงมีมาตรการสำคัญในการควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์
ใหม่ 2009 ในประเทศ
โดยการค้นหาผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและจำกัดไม่ให้มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง
โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือกลุ่มนักเรียนที่อยู่รวมกันทั้งวันที่
โรงเรียน หากมีผู้ป่วยในโรงเรียน
อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์จึงร่วมมือกับเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 4
เขตในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีโรงเรียนในสังกัดจำนวน 929 แห่ง
ถือโอกาสวันครูในปีนี้ จัดรณรงค์ให้เด็กนักเรียนล้างมืออย่างถูกวิธี
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในโรงเรียน
ซึ่งนอกจากการล้างมืออย่างถูกวิธีแล้วยังต้องปลูกฝังให้นักเรียนมีพฤติกรรม
สุขภาพที่ดี ได้แก่ การกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ การใช้ช้อนกลาง
และการใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูกเมื่อไอ จาม
หรือการใส่หน้ากากอนามัยเมื่อไม่สบายเป็นไข้หวัด หรือจำข้อปฏิบัติง่ายๆ
คือ "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ไอจามปิดปาก ใช้หน้ากากอนามัย
ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009"

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ตร.บุรีรัมย์รวบ 8 คนแก๊งทองปลอมรายใหญ่-เดินสายตุ๋นมาทั่วประเทศ

บุรีรัมย์ - "พล.ต.ต.เดชาวัต" รอง ผบช.ภ.3 ร่วมแถลง ตร.บุรีรัมย์
รวบแก๊งทองปลอมรายใหญ่เดินสายนำทองปลอมหลอกจำนำกับร้านทองต่างๆ
มาทั่วประเทศ ได้ผู้ต้อง 8 คน พร้อมของกลางทองปลอม 29 เส้น หนัก 58 บาท
รถยนต์ 2 คัน มือถือ 9 เครื่อง
พบประวัติโชกโชนมีคดีติดตัวเพียบก่อเหตุมาหลายพื้นที่
เชื่อเป็นขบวนการใหญ่เตือนร้านทองให้ระวังเป็นพิเศษ

วันนี้ (12 มิ.ย.) พล. ต.ต.เดชาวัต รามสมภพ
รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (รอง ผบช.ภ.3) พร้อมด้วย พ.ต.อ.รวีวรรธน์
เทียนสุวรรณ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (รอง ผบก.ภ.จว.) บุรีรัมย์,
พ.ต.ท.รัฐพล ป้องกัน รอง ผกก.สภ.เมืองบุรีรัมย์
ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพออกตระเวนนำทองรูปพรรณปลอมมาหลอก
จำนำตามร้านทองต่างๆ ในเขตพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 1, 2, 3 และ ภาค 4
ทำให้ร้านทองได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

พฤติการณ์ในช่วงที่ผ่านมาได้มีกลุ่มมิจฉาชีพนำทองรูปพรรณปลอมมาหลอก
จำนำกับร้านทองต่างๆในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จำนวน 6 ร้าน เสียหายร่วม 3
แสนบาท รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ทำให้ได้รับความเสียหายจำนวนมาก
พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์ ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์
จึงได้สั่งการให้กลุ่มงานสืบสวนฯ ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ สืบสวนจับกุม

จนกระทั่งทราบว่า กลุ่มผู้กระทำผิดมี นางขวัญเรือน หรือ แหม่ม และ
นางนงลักษณ์ หรือ ออด เป็นหัวหน้า มีหน้าที่จัดหา
และทำทองรูปพรรณปลอมนำมาให้คนในกลุ่ม
นำทองรูปพรรณปลอมไปหลอกจำนำตามร้านทองทั่วไป
ซึ่งมิจฉาชีพกลุ่มนี้เคยก่อเหตุในเขตพื้นที่ จ.บุรีรัมย์, นครราชสีมา,
ขอนแก่น, นครปฐม, ชลบุรี, ตลาดนวนคร จ.ปทุมธานี และจังหวัดอื่น
จึงได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์กลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว

กระทั่งเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา สามารถจับกุม นายจตุรงค์
หรือ ขุน พัฒนจันทร์ 91/61 หมู่ 5 ต.บางรัก อ.เมือง จ.นนทบุรี
ผู้ต้องหาได้ ส่วนที่เหลือได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์เรื่อยมา จนทราบว่า
นางขวัญเรือน หรือ แหม่ม และ นางนงลักษณ์ หรือ ออด
ได้นัดคนในกลุ่มเพื่อไปประกอบเหตุในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ อีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานสืบสวน
จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจอำพรางตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มและเฝ้าสะกดรอยติดตาม

ต่อมาเช้าวันที่ 11 มิ.ย.นางขวัญเรือน หรือ แหม่ม และ นางนงลักษณ์
หรือ ออด ได้นำคนในกลุ่ม ออกเดินทางจาก อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โดยใช้รถยนต์
2 คัน คือ รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า 4 ประตู รุ่นพรีรันเนอร์ สีเทา
หมายเลขทะเบียน ฌต 1037 กทม.และรถยนต์เก๋งแท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า สีชมพู
หมายเลขทะเบียน ทว 855 กทม.เดินทางมาเพื่อจะก่อเหตุ
โดยได้นัดวางแผนการณ์กันที่ร้านอาหารครัวบ้านสวน อ.วังน้อย
จ.พระนครศรีอยุธยา

จากนั้นได้เดินทางมาที่ จ.บุรีรัมย์
แล้วส่งคนในกลุ่มลงแยกย้ายนำทองปลอมไปจำนำตามร้านทองต่างๆ แต่พบเห็น
เจ้าหน้าที่ตำรวจเคลื่อนไหวอยู่ จึงไหวตัวจะหลบหนี

จนกระทั่งเมื่อเวลา 13.00 น.วันเดียวกัน (11 มิ.ย.)
เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานสืบสวน ฯ ร่วมกับ ตำรวจสภ.เมืองบุรีรัมย์
จับกุมผู้ต้องหาได้บริเวณรอบเมืองบุรีรัมย์ ถ.บุรีรัมย์-สตึก
ตรงข้ามร้านเนื้อย่างแก่นจันทร์ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 8 คน

ประกอบด้วย 1.นางขวัญเรือน หรือ แหม่ม ทองเปี่ยม อายุ 32 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 488 หมู่ 18 ต.ปางมะค่า อ.ขาณุวรลักษณ์บุรี จ.กำแพงเพชร
2.นางนงลักษณ์ หรือ ออด ศิริบูรณานนท์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49/1191
หมู่ 4 ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 3.นายเล็ก รอบรู้ อายุ 40 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 9/47 หมู่ 5 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.ลพบุรี

4.น.ส.เมษา เจริญ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 137 ต.ศรีสำราญ
อ.พรเจริญ จ.หนองคาย 5.นางจิราพร จั่นสำอางค์ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่
4/1 หมู่ 2 ต.โพธิ์ประจักษ์ อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี 6.นายประสาน มิตรทอง
อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/133 หมู่ 4 ต.ท่าจีน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
7.น.ส.พิศสมัย ยังดี อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 131 หมู่ 1 ต.วังงิ้วใต้
กิ่ง อ.คงเจริญ จ.พิจิตร และ 8.นายสมนึก ยอดเอื้อ อายุ 49 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 405 ซอยศรีสุข แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

พร้อมด้วยของกลาง คือ 1.สร้อยทองรูปพรรณ (ปลอม) เป็นสร้อยคอ จำนวน
17 เส้น และสร้อยข้อมือ 12 เส้น รวม 29 เส้น 2.รถยนต์โตโยต้า วีโก้
สีบรอนต์เทา หมายเลขทะเบียน ฌต 1037 กทม. จำนวน 1 คัน 3.รถยนต์แท็กซี่
ยี่ห้อ โตโยต้า สีชมพู หมายเลขทะเบียน ทว 855 กทม.จำนวน 1 คัน
4.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 9 เครื่อง

ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
จึงนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อดำเนินคดีในข้อหา
สมคบกันตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป เพื่อฉ้อโกงทรัพย์ (ซ่องโจร) และฉ้อโกงทรัพย์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้ ต้องกลุ่มนี้
บางคนมีหมายจับของสถานีตำรวจท้องที่ต่างๆ ดังนี้ นางขวัญเรือน ทองเปี่ยม
มีหมายจับของ สภ.เมืองบุรีรัมย์, นางนงลักษณ์ หรือ ออด ศิริบูรณานนท์
สภ.เมืองบุรีรัมย์, นายเล็ก รอบรู้ สภ.เมืองบุรีรัมย์, น.ส.เมษา เจริญ
สภ.เมืองบุรีรัมย์, สภ.บางบัวทอง (ศาลแขวงนนทบุรี) และนางจิราพร
จั่นสำอางค์ สภ.ปลายบาง อ.บางกรวย (ศาลแขวงนนทบุรี)

พล. ต.ต.เดชาวัต รามสมภพ รอง ผบช.ภ.3 กล่าวว่า
ภายหลังรับมอบช่อดอกไม้จากผู้ประกอบการร้านทองในจังหวัดบุรีรัมย์ที่มาขอบ
คุณตำรวจในครั้งนี้ว่า
ได้รับการร้องเรียนหลายจังหวัดให้ติดตามแก๊งดังกล่าว
จนตำรวจบุรีรัมย์มาจับกุมได้ทั้งผู้ต้องหาและของกลาง จึงขอชมเชยตำรวจ
จ.บุรีรัมย์ ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง
ส่วนผู้ที่หลบหนีและผู้ร่วมขบวนการจะเร่งขยายผลจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป
ซึ่งคาดว่าทำกันเป็นขบวนการใหญ่

"อย่างไร ก็ตาม
ขอแจ้งเตือนร้านทองได้ระมัดระวังแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มดังกล่าว
เชื่อว่ายังมีอยู่
ซึ่งตำรวจจะได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยกับร้านทองให้มากขึ้น"
พล.ต.ต.เดชาวัต กล่าว

ติวเข้ม 200 อปท.บุรีรัมย์จัดทำทะเบียนแหล่งน้ำแก้แล้งซ้ำซาก

บุรีรัมย์ - ทรัพยากรน้ำภาค 5 เร่งให้ความรู้ช่างโยธา อปท.บุรีรัมย์ กว่า
200 แห่ง จัดทำทะเบียนแหล่งน้ำขนาดเล็กเป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา
น้ำในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง
หลังพบที่ผ่านมามีปัญหาข้อมูลไม่มีความเชื่อมโยงเป็นมาตรฐานเดียวกันและเกิด
ความซ้ำซ้อนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

วันนี้ (10 มิ.ย.) สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 5 กรมทรัพยากรน้ำ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดอบรมให้ความรู้ช่างโยธา
หรือ นายช่างโยธา ประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 200
แห่งในเขตพื้นที่ จ.บุรีรัมย์
เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการสำรวจจัดเก็บข้อมูล และบันทึกข้อมูล
การจัดทำทะเบียนแหล่งน้ำขนาดเล็ก เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง
หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัด รวบรวมส่งให้ทางจังหวัด
และคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการจัดทำระบบแผนที่ภูมิศาสตร์
นำมาวิเคราะห์สภาพปัญหา และวางแผนกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา
ให้ตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่

หลังจากที่ผ่านมาพบว่าการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานทรัพยากรน้ำ
ยังมีปัญหาข้อมูลที่ได้ไม่มีความเชื่อมโยงเป็นมาตรฐานเดียวกัน
อีกทั้งเกิดความซ้ำซ้อนจึงไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
เท่าที่ควร จึงได้เร่งให้ความรู้ช่างโยธาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ให้ครบทั้ง 7 จังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

นายธีระพร วีระสนธิ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการ
สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 5 ระบุว่า
การจัดอบรมให้ความรู้นายช่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในการจัดทะเบียนแหล่งน้ำ
ก็เพื่อให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำจะได้รับทราบข้อมูล
และสภาพปัญหาที่ถูกต้อง เพื่อกำหนดแผนในการแก้ไขปรับปรุงในอนาคต

สำหรับในพื้นที่ภาคอีสานส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องภัยแล้ง
น้ำอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรไม่พอเพียง
เนื่องจากปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น
จึงจำเป็นจะต้องพัฒนาปรับปรุงแหล่งน้ำในพื้นที่
ให้สามารถรองรับน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่

บุรีรัมย์ทุ่มอีก 58 ล้านพัฒนาคูเมืองโบราณ - จ้องผลาญเพิ่ม 200 ล.ดันเป็นแหล่งท่องเที่ยว

บุรีรัมย์ - เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เร่งพัฒนา "คลองละลม"
คูเมืองโบราณอายุกว่า 18,00 ปี ให้ครบทั้ง 6 คู หลังทุ่มงบฯ 80
ล้านปรับปรุงภูมิทัศน์คลองละลมลูกที่ 1,6
เป็นแหล่งท่องเที่ยวสถานที่พักผ่อนสวนสุขภาพของจังหวัดฯ เผยทุ่มอีกกว่า
58 ล้านเดินหน้าพัฒนาต่อคูที่ 2 และ 3 ส่วนที่เหลือคูที่ 4 และ 5
เตรียมของบฯเพิ่มร่วม 200 ล้าน
เพื่อยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทางอารยธรรมขอมโบราณ

นางปาลีรัตน์ สมานประธาน นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า
คลองละลม หรือคูเมืองโบราณบุรีรัมย์มีประวัติความเป็นมายาวนานในการจัดตั้งเมือง
บุรีรัมย์โดยมีการขุดคูเมืองหรือกำแพงเมือง(คลองละลม)ล้อมรอบลักษณะเป็น
รูปวงรี ปัจจุบันตั้งอยู่กลางเมืองบุรีรัมย์ มีความกว้างเฉลี่ย 80 เมตร
ยาวประมาณ 5,000 เมตร พื้นที่รวม 179 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา
สภาพปัจจุบันแบ่งเป็น 6 ส่วน หรือ 6 คู ตามแนวถนนที่ตัดเข้าเมืองชั้นใน
แต่บางส่วนได้ถูกทับถมสำหรับก่อ สร้างอาคารพาณิชย์ บ้านเรือนราษฎร
และถนนไปแล้ว

ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้สำรวจและประกาศให้เขตคูเมือง-กำแพงเมืองบุรีรัมย์(คลองละลม)
ซึ่งอยู่ในสมัยทวารวดี มีอายุประมาณ 1,800 ปี เป็นโบราณสถาน
ทางเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เล็งเห็นคุณค่าและความสำคัญของโบราณสถานดังกล่าว
ประกอบกับเป็นความต้องการของประชาชนให้มีการปรับปรุงคูเมืองโบราณ
เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพัฒนาภูมิทัศน์เมือง
จึงได้ทำโครงการปรับปรุงคูเมืองโบราณ(คลองละลม)
โดยขออนุญาตและประสานขอความร่วมมือจากกรมศิลปากรในการสำรวจและออกแบบและขอ
รับการสนับสนุนงบประมาณจากส่วนราชการต่างๆ

จนกระทั่งปี 2547
ได้รับงบประมาณสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวจากรัฐบาล จำนวน 42 ล้านบาท
ดำเนินการปรับปรุงคูเมืองโบราณ(คลองละลม)คูที่ 1 และต่อมาในปี 2549
ได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์
จำนวน 30.4 ล้านบาท และเทศบาลจัดสรรงบสมทบอีก 7.6 ล้านบาท
ดำเนินการปรับปรุงคลองละลมคูที่ 6
เมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จได้เกิดประโยชน์ทั้งทางด้านการพัฒนาทางกายภาพและด้าน
สังคมอย่างกว้างขวาง

ดัง นั้น เพื่อให้คูเมืองโบราณ (คลองละลม)
ในคูที่เหลือได้รับการปรับปรุง อนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู
และดูแลรักษาอย่างครอบคลุมครบทุกส่วนของเขตโบราณสถานที่ได้รับการขึ้น
ทะเบียนไว้ เทศบาลเมืองบุรีรัมย์จึงได้เสนอ "โครงการปรับปรุงคูเมืองโบราณ
(คลองละลม)" คูที่ 2 และ 3
เพื่อการท่องเที่ยวและพัฒนาภูมิทัศน์เมืองบุรีรัมย์
ขอรับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการ

โดยเทศบาลฯได้เสนอของบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
โครงการพัฒนาตามยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปีงบประมาณ
2552 จำนวน 52,452,000 ล้านบาท และ เทศบาลจัดสรรงบสมทบอีก 5,828,000
ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 58,280,000 บาท
มาดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงคูเมืองโบราณลูกที่ 2 และ 3

ส่วนคูที่ 4 และ 5 คาดว่าจะใช้งบประมาณจำนวนมากร่วม 200 ล้านบาท
ซึ่งคงต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการต่อไป

นางปาลีรัตน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังรอการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ
จากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อมาดำเนินการก่อสร้าง
พัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ คูเมืองโบราณ
เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเทศบาล และของจังหวัดดังกล่าว

" คูเมืองโบราณที่ก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์แล้วเสร็จทั้ง 2
คูนั้น จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวทางอารยธรรมขอมโบราณ
ในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์หลายแห่ง เช่น ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ
เพื่อดึงดูดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวชมและศึกษาประวัติความ
เป็นมาและสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นต่อไป" นางปาลีรัตน์ กล่าว

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000065025