วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บุรีรัมย์บวชเลือด! ทหาร-ตร.ฟัดวัยรุ่น ยายห้ามถูกยิงดับ 1 โจ๋สาหัส 2 - น้องสาวช็อกตายตาม

บุรีรัมย์บวชเลือด! ทหาร-ตร.ฟัดวัยรุ่น ยายห้ามถูกยิงดับ 1 โจ๋สาหัส 2 -
น้องสาวช็อกตายตาม
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2552 08:16 น.
บุรีรัมย์ - ทหารเรือกลับมาบวชที่บ้านเกิดบุรีรัมย์
เพื่อนทหาร-ตร.ร่วมเพียบ ขณะแห่นาคเกิดเขม่นวัยรุ่นเจ้าถิ่นยกพวกตะลุมบอน
ยายญาตินาคโร่เข้าห้ามถูกยิงดับ ส่วนวัยรุ่นถูกยิงสาหัส 2
คนก่อเหตุเผ่นหาย
ส่วนน้องสาวป่วยมะเร็งรู้ข่าวพี่สาวตายเกิดช็อกตายตามอีก 1 ราย

วานนี้ (28 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 13.00 น.
พ.ต.ท.จิตรกร ประสงค์สุข สารวัตรเวร สภ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์
ได้รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บหลายราย
จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ไพรัช สุขสงญาติ ผกก. พ.ต.ต.วิชัย ฉายไธสง
สวป. และกำลังตำรวจจำนวนหนึ่ง

ที่เกิดเหตุเป็นถนนภายในหมู่บ้านโคกจิก ม.1 ต.หนองเยือง
อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ พบกองเลือดกลางถนน ผู้เสียชีวิตทราบชื่อ นางเลียบ
ทำไธสง อายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 ม.2 ต.หนองเยือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์
จ.บุรีรัมย์ ถูกยิง ด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มม. เข้าที่บริเวณหน้าอก จำนวน 1
นัด แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย คือ นายโอภาส ลาดนอก อายุ 30 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 40 ม.1 ต.หนองเยือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์
ถูกยิงเข้าที่หน้าท้อง จำนวน 1 นัด อาการสาหัส และนายพัชระพงศ์ ศรียางนอก
อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5 ม.1 ต.หนองเยือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์
ถูกยิงเข้าที่ขาขวาทะลุ จำนวน 1 นัด อาการสาหัส
ถูกนำส่งโรงพยาบาลบ้านใหม่ไชยพจน์

จากการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า
ก่อนเกิดเหตุมีการจัดงานบวชของ พ.จ.อ.อาทิตย์ วิถี อายุ 24 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 80 ม.2 ต.หนองเยือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์
ซึ่งเป็นทหารเรืออยู่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
ได้กลับบ้านมาบวชเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา โดยมีเพื่อนนาคซึ่งเป็นทั้ง ทหาร
ตำรวจ และเพื่อนในหมู่บ้านมาร่วมงานจำนวนมาก

ขณะกำลังแห่ขบวนนาคไปตามถนนรอบหมู่บ้าน ก่อนจะเข้าไปที่วัดโคกจิก
เพื่ออุปสมบท ได้มีกลุ่มวัยรุ่นเจ้าถิ่นในหมู่บ้าน
ซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บทั้ง 2 คน ได้เข้ามาก่อกวนกลุ่มทหาร ตำรวจ
ที่เป็นเพื่อนนาค จนเกิดการชกต่อย และมีทหารได้รับบาดเจ็บ ซึ่งฝ่ายทหาร
ได้พยายามร้องขอให้เลิกชกต่อยกันก่อน และช่วยกันนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล
แต่ทางกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวกับรุมเข้ามาทำร้ายอีก ขณะนั้น นางเลียบ
ทำไธสง อายุ 67 ปี ผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นญาติของนาค
ได้เข้ามาห้ามพร้อมกับดึง 2 วัยรุ่นออกมา
ทันใดนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวนหลายนัด ซึ่งกระสุนปืนได้ถูกนางเลียบ
และ 2 วัยรุ่น จนล้มฟุบ ก่อนกลุ่มเพื่อนนาคจะพากันหลบหนีไป
ต่อมาเวลาไล่เลี่ยกัน
ทางพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งว่าที่บ้านของนางเลียบ ทำไธสง น้องสาวคนตาย
ชื่อ นางปิ้ง ทำไธสง อายุ 60 ปี ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเต้านม
ตกใจหลังทราบข่าวว่าพี่สาวถูกยิงตาย ทำให้เกิดช็อกเสียชีวิตอีก 1 ราย

ด้าน พ.ต.อ.ไพรัช สุขสงญาติ ผกก.สภ.บ้านใหม่ไชยพจน์
ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน
กระจายกำลังติดตามไล่ล่ากลุ่มมือปืนที่ก่อเหตุแล้ว
ซึ่งคาดว่าจะสามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา
"ฆ่าคนตายโดยเจตนา" ได้ในเร็วๆ นี้
ซึ่งขณะนี้ทราบเบาะแสของมือปืนโหดดังกล่าวแล้ว

ล่าสุด ส.ต.ท.สมเกียรติ บรรดาศักดิ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด
สภ.สุไงปาดี จ.นคราธิวาส บ้านเกิดอยู่ อ.ปะทาย จ.นครราชสีมา เพื่อนนาค
ที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงในงานบวช จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านใหม่ไชยพจน์แล้ว ซึ่งเบื้องต้น
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา "ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น"

ส่วน จ.อ.สุทัศน์ ตอบไธสง สังกัดเหล่าพลาธิการทหารเรือ
กรุงเทพมหานคร เพื่อนของนาค
ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยที่ร่วมกันก่อเหตุในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ
สภ.บ้านใหม่ไชยพจน์ ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐาน
พร้อมทั้งได้แจ้งไปยังต้นสังกัดและติดต่อให้ญาติทราบแล้ว เพื่อนำตัว
จ.อ.สุทัศน์ เข้ามามอบตัว และให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำ
ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พันธมิตรฯบุรีรัมย์ เห็นชอบตั้งสภา พธม.จังหวัดประสานงานเชื่อมตำบล-อำเภอ

พันธมิตรฯบุรีรัมย์ เกือบทุกอำเภอร่วมสัมมนา ที่ค่ายมวยหนองกี่พาหุยุทธ
หนุนจัดตั้ง สภาพันธมิตรฯจังหวัด เป็นองค์กรประสานงานเชื่อมโยงอำเภอ-ตำบล
รอจัดตั้งคณะทำงานและเลือกประธานเป็นขั้นต่อไป ด้าน อ.สมเกียรติ
ร่วมบรรยายให้ความรู้ แซวคนบุรีรัมย์อดทนเป็นเยี่ยม
ยอมอยู่ใต้การควบคุมของนักการเมืองเพียงคนเดียว

ตั้งแต่เวลา 15.00 น.ของวันที่ 24 มิถุนายน
ชาวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากเกือบทุกอำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์
ได้ทยอยเดินทางเข้าสู่ค่ายมวยหนองกี่พาหุยุทธ อำเภอหนองกี่ จ.บุรีรัมย์
กันอย่างคึกคัก เพื่อร่วมการสัมมนาจัดตั้งสภาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
จังหวัดบุรีรัมย์ และปรากฏว่า ในช่วงการสัมมนา มีพันธมิตรฯ เกือบ 400
คนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกระตือรือร้น จนสิ้นสุดการสัมมนาเมื่อเวลา
17.00 น.นอกจากพันธมิตรฯจากบุรีรัมย์แล้ว ยังมีพันธมิตรฯ
จากจังหวัดใกล้เคียงก็เดินทางมาร่วมงานด้วย เช่น พันธมิตรฯจากอำเภอพิมาย
และอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

นายปราโมทย์ หอยมุกข์ เจ้าของค่ายมวยหนองกี่พาหุยุทธ
ค่ายมวยไทยชื่อดังของบุรีรัมย์และของเมืองไทย เปิดเผยว่า
ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาของพันธมิตรฯหนองกี่
ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องสถานที่จัดสัมมนา
โดยได้จัดเตรียมสถานที่ไว้เตรียมรับเพื่อนพันธมิตรจากทุกอำเภอ รวม 23
อำเภอ ประมาณ 500 คน เป้าหมายหลักของงานวันนี้ คือ
ต้องจัดตั้งสภาพันธมิตรฯจังหวัดบุรีรัมย์ ให้สำเร็จ
และถือโอกาสที่พี่น้องมากันแล้วให้ได้ความรู้ทางการเมืองกลับบ้าน จึงเชิญ
อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มาบรรยายในตอนเย็นด้วย

นายเสฎวุฒิ ชมภูพงษ์ เลขาธิการพันธมิตรฯ อำเภอเมืองบุรีรัมย์
กล่าวภายหลังการสัมมนาว่า สภาพันธมิตรฯจังหวัด
มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานการเมืองแบบใหม่
ที่จะต้องมาถึงภายในเร็วๆ นี้ หากมีพันธมิตรฯ ระดับอำเภอไม่ครบทุกอำเภอ
ย่อมยากที่จะเชื่อมลงไปถึงระดับ ตำบล หมู่บ้าน นอกจากนั้น
ยังต้องมีสภาพันธมิตรฯระดับจังหวัดด้วย
เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรประสานงาน
วันนี้การสัมมนาถือว่าก้าวหน้าไปอย่างน่าพอใจ
ยังขาดแต่ขั้นตอนการเลือกประธานและคณะทำงานระดับจังหวัดเท่านั้น
ซึ่งกำหนดจะเลือกตั้งในในเร็วๆ นี้

สำหรับภาคการบรรยาย เริ่มในเวลา 17.30 น.โดย นายเทิดภูมิ ใจดี
ทำหน้าที่บรรยายในช่วงแรก
เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงชีวิตการต่อสู้ของตนในขบวนต่อสู้ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
โดยย้ำว่าพลังของประชาชน คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคม
ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด

จนกระทั่งเวลา 18.00 น.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นบรรยาย
โดยได้พูดถึงอดีตของตนที่เกี่ยวพันกับจังหวัดบุรีรัมย์
คนบุรีรัมย์และองค์กรชาวบ้านในบุรีรัมย์
ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติการต่อสู้ทางการเมือง เช่น
การปะทะกันด้วยกำลังอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
การต่อสู้ประท้วงของชาวนาชาวไร่ การรักษาทรัพยากรป่าไม้ของพระประจักษ์
คุตตจิตโต แห่งสำนักสงฆ์ป่าดงใหญ่ รวมทั้งสองครูนักต่อสู้อย่าง ครูทิม
บุญอิ้ง และ ครูสมใจ อุตรวิเชียร ที่ถูกยิงเสียชีวิต ล้วนแต่มีคุณค่า
มีเกียรติประวัติที่น่ายกย่องทั้งสิ้น แต่วันนี้คนบุรีรัมย์ทั้งจังหวัด
ทำไมจึงตกอยู่ภายในอิทธิพลของนักการเมืองเพียงคนเดียว ตระกูลเดียว
ไม่รู้ทนกันได้อย่างไร ไม่รู้ว่าพลังแห่งการต่อสู้หายไปไหนหมด
และไม่รู้ว่าจะปลดแอกได้ในวันใด

นายสมเกียรติ ยังกล่าวถึงการเมืองในสภาผู้แทนฯ ว่า ค่อนข้างหดหู่
ไม่มีอะไรดีขึ้นงบประมาณไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ และงบอะไรต่างๆ นานา
ที่ทุ่มลงไป กลับหายจ๋อยไม่มีวี่แววหรือเสียงสะท้อนออกมาเลย

สำหรับพรรคการเมืองใหม่ นายสมเกียรติ บอกว่า แกนนำทั้ง 5
คนตกลงกันแล้วว่า จะไม่ลงเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในครั้งนี้อย่างแน่นอน
ส่วนการคัดเลือกผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในแต่ละจังหวัด
ถือว่าเป็นหน้าที่ของพันธมิตรฯ
จังหวัดที่จะเป็นผู้เสนอชื่อของผู้ที่จะลงเลือกตั้งส่งไปที่พรรคการเมือง
ใหม่ โดยพรรคการเมืองใหม่จะไม่เป็นฝ่ายเสนอชื่อก่อนอย่างเด็ดขาด
จะทำอย่างเดียวเท่านั้นว่าจะเอาหรือไม่เอา หากไม่เอา
เพราะมีข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม ทางพันธมิตรฯจังหวัด
ก็ต้องไปสรรหาใหม่แล้วส่งมาอีกครั้ง

การบรรยายของ นายสมเกียรติ เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 19.30
น.หลังจากนั้น เป็นการรับประทานอาหารและร้องเพลงของชาวพันธมิตรฯ
และการพูดคุยสังสรรค์จนดึกจึงเลิกงาน

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072133

เศรษฐีร้อยล้านบุรีรัมย์ตามหาผู้มีพระคุณ-พ้อหลังสื่อตีแผ่ชีวิตถูกรุมทึ้งขอเงินตรึม

บุรีรัมย์-เศรษฐีร้อยล้านวัย 72 ตามหาผู้มีพระคุณเคยส่งเสียให้เรียน
หวังตอบแทนคุณก่อนตาย พ้อหลังสื่อนำเรื่องราวชีวิตตีแผ่
ถูกคนหลายกลุ่มทั้งอ้างเป็นผู้ยากไร้ มูลนิธิฯ
โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือและขอเงินบริจาคเป็นจำนวนมาก
จนหวั่นเกิดผลกระทบในการดำเนินชีวิตและธุรกิจในครอบครัว
เกรงมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง

วันที่ 27 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายประเสริฐ ปิ่นทอง
อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49 ถนนประจันตเขต อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์
เศรษฐีกตัญญูที่มีความต้องการอยากจะพบและตอบแทนผู้มีพระคุณสักครั้งก่อนตาย
ได้ออกมาพูดพ้อถึงการตีแผ่เรื่องราวชีวิตผ่านสื่อบางสื่อ
ถึงเส้นทางการดำเนินธุรกิจจากที่ไม่มีอะไรเลยจนกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้าน
ทำให้มีผู้คนโทรศัพท์ทั้งอ้างเป็นผู้ยากไร้ และมูลนิธิต่างๆ
มาขอความช่วยเหลือ และรับบริจาค
จนเกรงว่าจะส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตและการประกอบธุรกิจในครอบครัว

นายประเสริฐได้กล่าวถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเองว่า เป็นคน
ต.ห้วยทราย อ.หนองแค จ.สระบุรี เมื่อตอนอายุ 6 ขวบ
พ่อเสียชีวิตด้วยโรคคอพอก อีก 6 เดือนต่อมา แม่ก็เสียชีวิตตามไปอีกคน
ทำให้ตนซึ่งเป็นลูกคนที่ 2 และพี่น้องเป็นหญิง 1 ชาย 4 รวม 4 คน
ต้องแยกย้ายไปคนละทิศละทาง โดยมีพี่ป้าน้าอานำไปเลี้ยงดู
ส่วนตนไปอยู่กับอาที่อู่ต่อเรือแห่งหนึ่งใน ต.ห้วยขวาง อ.หนองแค
ระหว่างนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
เลยย้ายไปอยู่ร้านทำเฟอร์นิเจอร์ในกรุงเทพฯ ได้เงินเดือน 30 บาท
อยู่มาไม่นานก็ย้ายไปทำงานอยู่โรงสีข้าวแถวราชวงศ์ ได้เงินเดือน 60 บาท
จากนั้นย้ายไปทำงานอยู่โรงกลึงย่านวรจักร ได้เงินเดือน 300 บาท
แต่ไม่เคยมีเงินเก็บ เพราะต้องส่งเสียให้น้องๆ
เรียนหนังสือและมีอนาคตที่ดี

นายประเสริฐเล่าถึงโชคชะตาชีวิตในช่วงหนึ่งว่า
ขณะที่ทำงานอยู่ในโรงกลึงช่วงนั้นอายุประมาณ 16 ปี
ได้มีชายคนหนึ่งอายุมากกว่าราว 5-6 ปี มาหาเพื่อนในโรงกลึง
เขาเห็นตนอาจจะถูกชะตา ได้เอ่ยถามว่าชื่ออะไร เรียนจบชั้นไหน
ตนตอบไปด้วยความซื่อว่า เรียนไม่จบ ป.4 เนื่องจากทางบ้านมีฐานะยากจน
ชายคนนั้นเลยถามต่อไปอีกว่า อยากจะเรียนหนังสือไหม อั๊วจะส่งลื้อไปเรียน
และออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

ตนก็ตอบตกลงด้วยความดีใจว่าชายคนนั้นไม่ความคุ้นเคยรู้จักกับตนมา
ก่อนเลยแต่ทำไมถึงมีความหวังดีกับตน
สมัยนั้นตนได้เรียนหนังสือในระบบการศึกษาผู้ใหญ่
พร้อมนำไปฝากทำงานเป็นช่างฟิตในโรงสีข้าวแห่งหนึ่ง
ทำงานเป็นช่างรับติดตั้งเครื่องจักรในโรงสี ได้เงินเดือน 1,200 บาท
ซึ่งถือเป็นเงินที่มากที่สุดสำหรับตนในชีวิตแล้วช่วงนั้น

ด้วยความมุมานะไม่ย่อท้อกับงานทำให้มีความชำนาญเกี่ยวกับการติดตั้ง
เครื่องโรงสีข้าว
เถ้าแก่จึงได้มอบหมายให้ไปติดตั้งเครื่องโรงสีตามโรงสีทั้งในและตามจังหวัด
ต่างๆ ที่เถ้าแก่รับงานมา
ถึงแม้จะเป็นงานหนักต้องเดินทางไปติดตั้งครั้งละเป็นเดือนๆ ก็ตาม
จนตนมีเงินเก็บสะสมได้มากพอสมควร

ต่อมาไม่นานตนได้ลาออกมาเป็นลูกจ้างอยู่ที่โรงสีเทพนางรอง
อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ จนแต่งงานมีครอบครัวกับ นางวงเดือน แซ่เต็ง
มีบุตรด้วยกัน 4 คน เป็นหญิง 1 ชาย 3 คน ขณะนี้มีครอบครัวหมดแล้ว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า
หลังจากมีครอบครัวแล้วก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
จึงได้ไปซื้อรถยนต์บรรทุกแบบทหาร มาใช้รับจ้างรับ-ส่งผู้โดยสาร
พร้อมรับซื้อเป็ด ไก่ ข้าวเปลือกมาขายได้กำไรดีมาก มีกำไรตกวันละ 1,000
บาทถือว่าเป็นเงินที่มากพอสมควรในช่วงนั้น
จึงได้เก็บหอมรอมริบไปซื้อที่ดินสร้างโรงสีข้าวขึ้นเอง
และขยายกิจการเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันตนมีฐานะอยู่ในขั้นเศรษฐี
มีตำแหน่งทางสังคมเป็นรองกรรมการสโมสรไลออนส์ อ.นางรอง
และรองกรรมการสมาคมศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนางรอง
ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นช่วยงานสังคม ทั้งกำลังกาย
และกำลังทรัพย์ทุกด้าน มีกิจการเป็นโรงสีข้าวใหญ่ที่สุดใน อ.นางรอง
มีฟาร์มหมู 15 แห่ง แม่พันธุ์หมูกว่า 500 ตัว และลูกหมูมากกว่า 9,000 ตัว
ซึ่งพ่อค้าหมูใน จ.ชลบุรี และสุพรรณบุรีมารับซื้อหมูที่ฟาร์มตนทั้งนั้น
และยังมีที่ดินกว่า 500 ไร่ ทำการเกษตรแบบชีวมวล
โดยการหมุนเวียนนำรำข้าวมาเลี้ยงปลาและหมู
เอาแกลบเป็นพลังงานทดแทนปั่นไฟใช้สำหรับเครื่องทำความเย็นในฟาร์มหมู

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า
ผู้มีพระคุณที่ส่งเสริมให้กำลังใจและคอยช่วยเหลือ จนทำให้มีชีวิตร่ำรวย
คือ นายจันเหาะ แซ่ว่อง ซึ่งมีอายุแก่กว่าตนประมาณ 5 - 6 ปี
ปัจจุบันไม่ทราบอยู่ที่ไหน จำได้ว่าไม่ได้เจอกันมานานกว่า 50 ปีแล้ว
แต่ทุกวันนี้ยังระลึกถึงตลอดเวลา
และอยากพบหน้าเพื่อตอบแทนพระคุณก่อนที่ตนจะเสียชีวิต
ที่ผ่านมาเคยไปตามหาแถวสาทรใต้ กรุงเทพฯ
เพราะทราบว่าผู้มีพระคุณทำงานอยู่ที่บริษัทยนตรกิจ ย่านสุริวงศ์
แต่ก็ไม่พบ

ถึงแม้จะมีความพยายามไปขอความอนุเคราะห์
ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน ที่ว่าการอำเภอนางรอง ช่วยหาชื่อ นายจันเหาะ
แซ่ว่อง แต่ก็ไม่พบอยู่ในสารระบบ โดยเจ้าหน้าที่ได้บอกว่า
ผู้ที่ตามหานั้น อาจเปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยน"แซ่" เป็นนามสกุลอื่น
จึงไม่สามารถตามหาพบได้ เพราะในช่วงนั้นเทคโนโลยียังด้อยกว่าปัจจุบันมาก
ทุกวันตนได้เฝ้าแต่ถามตัวเองว่า นายจันเหาะ ผู้มีพระคุณ
ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หากเสียชีวิตไปแล้ว
ก็คงมีทายาทให้สามารถติดต่อรับรู้เรื่องราวต่างๆ ของนายจันเหาะได้

ขณะนี้ร่างกายก็แก่ชราลงทุกวัน เพราะมีอายุถึง 72 ปีแล้ว
และไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานสักแค่ไหน
แต่สิ่งสุดท้ายที่อยากทำก่อนตาย คืออยากตอบแทนพระคุณ นายจันเหาะ
ที่ทำให้ตนและครอบครัวมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีในปัจจุบัน หากใครพบเจอ
นายจันเหาะ หรือทายาทที่เป็นบุตรหลาน ของผู้มีพระคุณท่านนี้
ก็อยากให้แจ้งมาให้ทราบด้วย
เพื่อที่จะได้ไปพบและตอบแทนพระคุณตามที่ได้ตั้งใจไว้

"อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีสื่อบางสื่อได้นำเรื่องราวชีวิตไปตีแผ่
ได้มีผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้ยากไร้ และมูลนิธิต่างๆ
โทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือและขอรับบริจาคทั้งเงินและสิ่งของเป็นจำนวนมาก
จนเกรงว่าอาจส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิต
และการประกอบธุรกิจในครอบครัวได้
เพราะก็ไม่ทราบว่าผู้ที่โทรศัพท์เข้ามานั้นมีจุดประสงค์ใดแอบแฝงอยู่หรือไม่
" นายประเสริฐ กล่าวตัดพ้อในตอนท้าย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072849

ศาลอุทธรณ์สั่งกรมทางฯชดใช้กว่า 2 ล้าน-คดี 3 พ่อลูกทนทุกข์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนาน 7 ปี

บุรีรัมย์ - ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดีอุทาหรณ์หน่วยงานรัฐชุ่ย
สั่งกรมทางหลวงชนบทชดใช้ค่าเสียหายกว่า 2 ล้าน ให้ 3
พ่อลูกหลังยื่นฟ้องประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ภรรยาเสียชีวิต
เผยทนทุกข์สู้คดีมานานกว่า 7 ปี
ขณะตัวเองเจ็บสาหัสพิการเดินไม่ได้ต้องเป็นหนี้กู้เงินมารักษาตัวเอง
และเป็นค่าเล่าเรียน-เลี้ยงดูลูกสาว 2 คน ทนายแฉสุดพิลึก
ตร.ตั้งข้อหาสามีขับ
จยย.ประมาทตกช่องถนนขาดทำผู้อื่นถึงแก่ชีวิตเพื่อเอาประกันแค่ 4 หมื่น
ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นความประมาทเลินเล่อของกรมทางฯ
ไม่ซ่อมแซมถนนขาดชำรุด

วันนี้ (26 มิ.ย.) นายวิวุฒิ มณีนิล
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และ นายพลกฤต เนาว์ประโคน
ประธานสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวแทนมอบเช็คเงินสดจำนวน
2,085,833 บาท ให้กับ นายสุนันท์ สืบสิงห์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3
หมู่ 13 ต.นิคม อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3
มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้กรมทางหลวงชนบท
ชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายสุนันท์ สืบสิงห์ และ บุตร 2 คน
กรณีกรมทางหลวงชนบทกระทำโดยประมาท ไม่ซ่อมแซมถนนสาย
บ้านหนองตาด-บ้านดงเย็น หมู่ ที่ 4 ต.โนนขวาง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์
ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2546 นายสุนันท์ สืบสิงห์
ด.ญ.สุมาตรา สืบสิงห์ และ ด.ญ.สุมัสสา สืบสิงห์ บุตรสาว ได้เป็นโจทก์
ยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบท ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่ง
หมายเลขดำที่ 2711/2546

โดยคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2545 เวลาประมาณ 19.00 น.
นายสุนันท์ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ธ 5820 บุรีรัมย์ โดยมี
นางสติม ภรรยา ซ้อนท้ายไปตามถนนสายบ้านกระทุ่ม-อ.คูเมือง จากบ้านหนองตาด
ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง มุ่งหน้าไปตามถนนทางบ้านกระทุ่ม
ขณะขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบ้านดงเย็น ต.โนนขวาง อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์

ปรากฏ ว่า ถนนเส้นดังกล่าว ชำรุด ขาดการซ่อมแซม
ซึ่งเป็นความประมาท ของกรมทางหลวงชนบท
จนทำให้รถจักรยานยนต์ตกลงไปในช่องถนนขาด เป็นเหตุให้ นางสติม ภรรยา
เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วน นายสุนันท์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส
หลังพิการเป็นอัมพาต จนถึงปัจจุบัน

ต่อมา นายสุนันท์ พร้อมลูกสาวทั้ง 2 คน
ได้เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์
โดยสภาทนายความบุรีรัมย์ มอบหมายให้ นายพลกฤต เนาว์ประโคน
เป็นทนายความยื่นฟ้อง กรมทางหลวงชนบท ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่
21 พ.ย.2546 โดยฟ้องเป็นคดีอนาถา

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีคำพิพากษา เป็นคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่
585/2548 เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2548 ตัดสินให้กรมทางหลวงชนบท
ชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายสุนันท์ และบุตรสาว 2 คน เป็นเงินจำนวน
1,505,147 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 1,408,325
บาท

ต่อมากรมทางหลวงชนบท ได้ยื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2548
และศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2551
ตัดสินยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ให้กรมทางหลวงชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายสุนันท์ และบุตร
เป็นจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ย ทั้งสิ้น 2,085,833 บาท
โดยศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 11
ก.พ.2552

ด้าน นายพลกฤต เนาว์ประโคน ประธานสภาจังหวัดบุรีรัมย์
และเป็นทนายความที่รับผิดชอบคดีนี้ กล่าวว่า
คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างสำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่ปล่อยปละละเลยหน้าที่
เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ
ถือเป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจที่ประชาชนยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ
และศาลตัดสินให้ชนะคดี

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า
หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและตั้งข้อหา นายสุนันท์
สืบสิงห์ ขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
และทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย
เพียงเพื่อให้ได้รับเงินประกันตามกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกว่า
40,000 บาท เท่านั้น โดยให้มารดาของ นางสติม
ผู้ตายเป็นผู้มาเซ็นชื่อไม่ติดใจเอาเรื่องกับ นายสุนันท์ สามี นางสติม
เอง ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นความประมาทเลินเล่อของกรมทางหลวงชนบท

ด้าน นายสุนันท์ สืบสิงห์ อายุ 46 ปี
กล่าวด้วยความปลาบปลื้มทั้งน้ำตา ว่า
หลังจากพนักงานสอบสวนกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดทำให้ภรรยาเสียชีวิต
แต่มาวันนี้ศาลได้พิพากษาให้ชนะคดี
และชดใช้ค่าเสียหายให้กับตนและบุตรสาวทั้งสองคน
ต้องขอขอบคุณสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ช่วยต่อสู้คดีมาถึง 7 ปี
โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ รู้สึกซาบซึ้ง และจะไม่มีวันลืม
ถึงแม้จะไม่ลืมเหตุการณ์วันที่สูญเสียภรรยา
และเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
ซึ่งตนเองต้องพิการเป็นอัมพาตขาทั้ง 2 ข้างเดินไม่ได้
ไม่สามารถทำงานเลี้ยงบุตรทั้งสองคนได้ ทำให้ต้องไปยืมเงินจากญาติพี่น้อง
และกู้เงินเป็นหนี้สินร่วม 200,000 บาท
เพื่อมาเป็นค่าเล่าเรียนบุตรและค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งลำบากมาก

นายสุนันท์ กล่าวอีกว่า ส่วน เงินที่ได้ในวันนี้
จะนำไปชดใช้หนี้สินที่ยืมมารักษาตัวและส่งลูกสาวทั้งสองเรียนหนังสือมาตลอด
ช่วง 7 ปี ที่เหลือก็จะเก็บไว้เป็นทุนให้ลูกสาวทั้งสองเรียนหนังสือจนกว่าจะจบการศึกษา
เพราะตนไม่สามารถประกอบอาชีพได้เหมือนก่อน

นายวิวุฒิ มณีนิล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า
คดีในกรณีเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
แต่มีประชาชนมาฟ้องร้องต่อศาลน้อยมาก
ประกอบกับประชาชนไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อหน่วย
งานของรัฐได้ ที่ผ่านมา
จะเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องประชาชนที่ทำทรัพย์สินของทางราชการเสียหายมากกว่า
สำหรับคดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ของคดีแพ่งที่น่าสนใจคดีหนึ่ง
ที่ประชาชนฟ้องร้องชนะหน่วยงานของรัฐ

"ศาลไม่ส่งเสริมให้ประชาชนหรือคู่กรณีมีการฟ้องร้องซึ่งกันและกัน
ทำให้เสียเวลาและเงิน อยากให้มีการเข้ามาปรึกษาและไกล่เกลี่ย
ยอมความกันที่ศาลจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
เป็นคดีความฟ้องร้องกันไม่มีที่สิ้นสุด" นายวิวุฒิ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภาย หลังจากที่ นายสุนันท์
ได้รับเช็คเงินสดและนำไปขึ้นแล้ว ได้มอบเงินจำนวน 300,000 บาท
ให้กับสภาทนายความจังหวัดบุรีรัมย์
เพื่อเป็นกองทุนสำหรับดำเนินการช่วยเหลือผู้ยากจนที่มาร้องทุกข์ขอความเป็น
ธรรมกับสภาทนายความด้วย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072597

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สลด! พิษรักสามเส้า 2 หนุ่มสาวบุรีรัมย์คิดคว้า 9 มม.จ่อขมับดับทั้งคู่

บุรีรัมย์ - สลด 2 หนุ่มสาว แก้ปัญหาปมรักสามเส้าไม่ตก ควบ
จยย.ยึดป้อมยามร้างทางเข้าค่ายลูกเสือ เคลียร์ปัญหารักแก้ไม่ตก โทรฯ
แจ้งน้าสาวมารับศพ ก่อนลั่นไกปืน 9 มม. เข้าขมับแฟนสาวตายต่อหน้า
จากนั้นหันปากปืนจ่อขมับตัวเองจบชีวิตรักทั้งสองคน

ช่วงบ่ายวันนี้ ( 25 มิ.ย.) พ.ต.ต.สยาม เกียรติบรรจง สารวัตเวรฯ
สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเหตุวัยรุ่นยิงกันตาย 2 ศพ
บริเวณข้างป้อมยาม ทางเข้าค่ายลูกเสือ บ้านน้ำซับ หมู่ 13 ต.เสม็ด
อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จึงได้รายงานให้ พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์
ผบก.บุรีรัมย์ พ.ต.อ.วีรวรรธน์ เธียรสุวรรณ รอง ผบก.บุรีรัมย์
พ.ต.อ.รุทธพล เนาวรัตน์ ผกก.ทราบ ก่อนจะรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์
และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์

ที่เกิดเหตุบริเวณป่าเขากระโดง ห่างจาก ถนนสายบุรีรัมย์- สุรินทร์
ประมาณ 10 เมตร ตรงป้อมยาม ทางเข้าค่ายลูกเสือบุญญานุศาสน์
พบชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูศพ 2 วัยรุ่น ชายหญิงนอนเสียชีวิตใกล้
กับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีแดง หมายเลขทะเบียน กลว 554 บุรีรัมย์
ที่ตะแกรงด้านหน้ามีน้ำอัดลมว่างอยู่ 1 ขวด

ทราบชื่อผู้ตาย คือ น.ส.ปนัดดา แก้วศรี อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่
186 หมู่ 18 บ.หนองปรือพัฒนา ต.สวายจีก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สภาพศพ
ถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มม. ดาวแดง จำนวน 1 นัด
เข้าที่ขมับซ้ายทะลุหางคิ้วขวา นอนเสียชีวิต โดยมีร่างนายฉลาด เกรยรัมย์
อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 167 หมู่ 17 บ.เอกมัย ต.สวายจึก อ.เมือง
จ.บุรีรัมย์ ถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาดเดียวกัน จำนวน 1 นัด
เข้าที่ขมับขวาทะลุเหนือหูซ้าย นอนเสียชีวิตทับร่าง น.ส.ปนัดดา
จมกองเลือดเป็นที่น่าสยดสยอง และ ยังพบปืนขนาด 9 มม.
ตกอยู่ระหว่างขาบนแขนของผู้ตายทั้งสอง ใกล้กันพบปลอกกระสุนปืนตกอยู่
จำนวน 2 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถาม นางสาวแอ๋ว ไชยสุวรรณ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 132
หมู่ 17 บ.สวายจีก ต.สวายจีก อ.เมือ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นน้าสาวของ
นายฉลาด ผู้ตาย กล่าวว่า เมื่อประมาณช่วงเที่ยงวันเศษ ของวันนี้ นายฉลาด
ได้โทรศัพท์เข้ามือถือของตนแต่หลานเป็นคนรับ บอกว่า ให้มารับศพนายฉลาด
ด้วย ตรงบริเวณป้อมยามทางเข้าค่ายลูกเสือ แต่ตนคิดว่าหลานชายพูดเล่น
จึงไม่สนใจ จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานกว่า 1 ชั่วโมง
ได้โทรศัพท์กลับเข้ามือถือนายฉลาด แต่ไม่มีคนรับโทรศัพท์
จึงพากันมาดูตรงป้อมยามตามที่นายฉลาดบอก
และตกใจเมื่อพบศพนายฉลาดนอนเสียชีวิตกับนางสาวปนัดดา แล้ว
ก่อนจะโทรศัทพ์แจ้งตำรวจ

ด้าน นายสมจิตร เกรยรัมย์ บิดา นายฉลาด ผู้ตาย กล่าวว่า
ลูกชายไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ นานๆ จะกลับมาบ้านสักครั้ง
และครั้งนี้เพิ่งกลับมาบ้านได้ 3 วัน โดยลูกชายได้คบหากับ น.ส.ปนัดดา
เมื่อเดือน มกราคม 2552 ที่ผ่านมา น.ส.ปนัดดา ได้ไปมาหาสู่กับลูกชายประจำ
จนเป็นที่รับรู้ของคนในหมู่บ้าน แต่ น.ส.ปนัดดา
มีสามีแล้วเป็นเพื่อนกับลูกชายตนด้วย และอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

"ตั้งแต่เช้าไม่เจอลูกชาย เพราะออกไปทุ่งนา
จนกระทั่งบ่ายหลานไปบอกว่า ลูกชาย ถูกยิงเสียชีวิต
ไม่คิดว่าลูกชายจะแก้ปัญหาชีวิตด้วยวิธีนี้
น่าจะมาปรึกษาพ่อแม่หาทางแก้ออกของปัญหาร่วมกันจะดีกว่า"นายสมจิตร กล่าว

ชาวบ้านรายหนึ่ง เล่ากับผู้สื่อข่าว ว่า น.ส.ปนัดดา
มักจะถูกสามีใช้กำลังตบตีประจำ จนน.ส.ปนัดดาทนไม่ไหวบอกเลิก
แต่สามีของน.ส.ปนัดดา ก็ยังไปมาหาสู่กับน.ส.ปนัดดา เป็นปกติ มาระยะหลัง
น.ส.ปนัดดา ได้มาคบกับ นายฉลาด และพยายามจะเคลียร์ปัญหารักกับสมี
เพื่อมาคบกับนายฉลาด อย่างจริงจัง แต่ไม่สามารถเคลียร์ได้
คาดว่าสุดท้ายจึงใช้หนทางจบชีวิตทั้งสองคนเป็นทางออกแทน

ทั้งนี้ น.ส.ปนัดดา นั้น พ่อแม่ แยกทางกัน พ่อ อยู่ที่กรุงเทพฯ
แม่อยู่ที่ จ.สุรินทร์ ส่วน น.ส.ปนัดดา มาอยู่กับยาย ที่ บ.หนองปรือพัฒนา
ต.สวายจีก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และได้สามีที่บ้านสวายจีก
อยู่กินกันมากว่า 2 ปี ไม่มีบุตร
ก่อนจะมาคบหากับนายฉลาดและจบชีวิตลงทั้งสองดังกล่าว

พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์
กล่าวภายหลังร่วมตรวจสอบที่เหตุและสอบสวนญาติผู้ตายว่า
ผู้ตายทั้งสองได้พากันนั่งรถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุเพื่อตกลงเคลียร์ปัญหา
รักสามเส้า ที่ยังเป็นปมปัญหาอยู่ เพราะ น.ส.ปนัดดา มีสามีอยู่แล้ว
แต่คาดว่าไม่สามารถเคลียร์ปัญหาได้

จากนั้นนายฉลาดได้โทรศัพท์บอกน้าสาวให้มารับศพด้วย
จึงได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนที่นำติดตัวมาด้วย จ่อยิงเข้าที่ขมับแฟนสาว
ก่อนใช้ปืนกระบอกเดียวกันลั่นไกปิดชีวิตตัวเองตายตามดังกล่าว
ส่วนสาเหตุอื่นได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนได้สืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงการ
ตายของทั้งสองคนต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

งมพบวัตถุโบราณพระเครื่องอื้อ - หลังมีคนขับเก๋งมาทิ้งสระน้ำคาดกลัวความผิ

บุรีรัมย์ - ชาวบ้าน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
พบชายลึกลับขับรถเก๋งนำสิ่งของมาทิ้งในสระน้ำกลางดึกนึกว่าเป็นศพ
แจ้งตำรวจนำนักประดาน้ำหน่วยกู้ภัยลงงมพบเป็นวัตถุโบราณ พระเครื่อง
พระพุทธรูป เหรียญ เครื่องรางจำนวนมาก คาดคงขโมยมากลัวผิดหรือถูกหลอน
ด้านตำรวจตามล่าตัวมาสอบ ประชาชนแห่ขอโชค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เย็นวานนี้(24 มิ.ย.)พ.ต.อ.เอกชัย
ปรัชญาวุฒิรัตน์ ผกก.สภ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจาก นายเฉลิมพล
นิรันดร์ปกรณ์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรวด ว่า ได้มีชาวบ้านมาแจ้งว่า
เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. มีคนขับรถยนต์เก๋งไม่ทราบสี ยี่ห้อ
และหมายเลขทะเบียน มาจอดข้างสระน้ำ ในชุมชนกำนันเร็ม ม.3 ต.ปราสาท
อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
จากนั้นได้ยินเสียงเหมือนมีการโยนสิ่งของลงไปในสระน้ำ
ก่อนขับรถยนต์หลบหนีไป ชาวบ้านเกรงว่าจะเป็นการนำศพ
หรือสิ่งผิดกฎหมายมาทิ้ง จึงมาแจ้งตำรวจเพราะสระน้ำดังกล่าวลึกมาก
อยากให้ไปตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงส่งกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
พร้อมประสานไปยังหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์ และชุดประดาน้ำ
มาช่วยงมค้นหาสิ่งต้องสงสัยดังกล่าว โดยมีประชาชนมามุงดูจำนวนมาก

หลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย ใช้เวลางม นานกว่า 3 ชั่วโมง
จึงพบว่าสิ่งที่สงสัยนั้น เป็นวัตถุโบราณจำนวนหนึ่ง ได้แก่ พระพิฆเนศ
หน้าตักประมาณ 3 นิ้ว จำนวน 2 องค์ , พระพุทธรูปหน้าตรง หน้าตักประมาณ 5
นิ้ว จำนวน 1 องค์ , พระพุทธรูป ประจำวันเสาร์ จำนวน 1 องค์
แจกันทองเหลืองโบราณ หลายชิ้น พร้อมกระถางธูปทองเหลือง
และพบเหรียญหลวงพ่อชื่อดัง จำนวนมาก ซึ่งเป็นรุ่นเก่ามีราคา
และพบมีดตัดลูกนิมิตของวัดบ้านกรวด อ.บ้านกรวด
ที่ลงอักขระไว้ด้วยโดยทั้งหมดถึงบรรจุไว้ในถุงพลาสติก

จากการสอบถาม นายบุญเกิด หนูประโคน อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่
12/6 ชุมชนกำนันเร็ม ซึ่งบ้านอยู่ใกล้สระน้ำ เล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ
03.00 น. ได้ยินเสียงรถยนต์เก๋งไม่ทราบสี ยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียน
ขับมาจอดซึ่งมืดมาก จากนั้นมีชายคนหนึ่งลงมาจากรถ
พร้อมกับยกถุงออกมาโยนลงสระน้ำ ก่อนจะขึ้นรถขับหลบหนีไปอย่างเร่งรีบ

รุ่งเช้าตนจึงรีบแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
และนายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรวด เกรงว่าถุงที่โยนลงน้ำจะเป็นศพ
หรือสิ่งผิดกฎหมาย เพราะสระน้ำแห่งนี้ เป็นสระน้ำที่ประชาชนใช้อุปโภค
บริโภค แต่หลังจากงมพบกลายเป็นพระเครื่อง ของโบราณ เครื่องราง
ก็รู้สึกโล่งใจ

ทางด้านตำรวจสันนิษฐานว่า คนที่นำมาทิ้งอาจไปขโมยมาจากวัด
เกรงความผิดหรือถูกหลอน หรืออาจทำไสยศาสตร์
เพื่อวัตถุประสงค์ใดไม่ทราบจึงนำมาทิ้ง โดยขณะนี้วัตถุโบราณ หรือ
พระทั้งหมดได้นำไปเก็บไว้ที่วัดบ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
ซึ่งมีหลวงปู่ผาด หรือพระวิบูลย์ ปัญญารัตน์ พระเกจิชื่อดังของภาคอีสาน
เป็นเจ้าอาวาส เพื่อเก็บรักษาไว้ก่อน
ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนติดตามคนนำมาทิ้ง
เพื่อสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังข่าวการงมพบวัตถุโบราณ
พระพิฆเนศ พระพุทธรูป แจกันทองเหลืองโบราณ กระถางธูปทองเหลือง
และเหรียญหลวงพ่อชื่อดัง จำนวนมาก แพร่สะพัดออกไป
ได้มีประชาชนหลั่งไหลมากราบไหว้และขอโชคลาภกันเป็นจำนวนมาก


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071598

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กาชาดบุรีรัมย์พร้อม "สพท." เยี่ยมบ้านช่วยเหลือนักเรียนยากไร้

บุรีรัมย์ - นายกเหล่ากาชาดบุรีรัมย์ พร้อมสพท. เขต 1
และจนท.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ออกเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนที่ยากไร้ขาดแคลน
พร้อมมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัว

วันนี้ (21 มิ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. นางพยอม สุระสัจจะ
นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายธีรวุฒิ เจริญรัมย์
รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) บุรีรัมย์ เขต 1
และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ได้ออกเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนที่ยากไร้ขาดแคลน
ตามโครงการสัปดาห์เยี่ยมบ้านนักเรียน
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่บ้านโคกตาสิงห์ และ
บ.สวายจีก ต.สวายจีก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

พร้อมทั้งได้นำเครื่องอุปโภคบริโภค
สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และเงินจำนวนหนึ่ง
ไปมอบให้กับครอบครัวของเด็กนักเรียนที่มีฐานะยากจนดังกล่าวด้วย
เพื่อเป็นการเทาความเดือดร้อน
และช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว
โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังประสบปัญหาภาวะวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในขณะนี้

นางพยอม สุระสัจจะ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า
การออกเยี่ยมครอบครัวเด็กนักเรียนในครั้งนี้
เป็นการบูรณาการให้ความช่วยเหลือครอบครัวนักเรียนที่มีฐานะยากจน
ซึ่งจากการออกเยี่ยม
พบว่าเด็กบางคนไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่จะอาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง
เนื่องจากพ่อแม่ไปทำงานยังต่างจังหวัด
จึงเกรงว่าเด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นปัญหาของสังคม
จึงได้ให้มีการจัดเก็บข้อมูลไว้
เพื่อหาแนวทางให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมต่อไป

ด้านนายธีรวุฒิ เจริญรัมย์
รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 กล่าวว่า
โครงการสัปดาห์เยี่ยมบ้านนักเรียน
เป็นนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ที่ให้ทุกโรงเรียนนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
มาใช้ในการป้องกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียน
ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของนักเรียน

"ดัง นั้น จึงได้จัดสัปดาห์เยี่ยมบ้านนักเรียนขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
โดยให้คณะครูออกเยี่ยมบ้านนักเรียนเพื่อทำความรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
ให้รับทราบถึงสภาพครอบครัวของนักเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
หากพบว่ามีปัญหาเพื่อจะได้หาแนวทางช่วยเหลือแก้ไขได้อย่างทันท่วงที"
นายธีรวุฒิ กล่าว